วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569

#ความหวัง ที่ประเทศไทยจะมีการศึกษาที่มีคุณภาพไม่ได้จบแค่การมีนโยบายที่ตรงจุด แต่ต้องมีแผนการดำเนินงานที่พาการศึกษาไทยไปสู่เป้าหมายได้จริง

#ความหวัง ที่ประเทศไทยจะมีการศึกษาที่มีคุณภาพไม่ได้จบแค่การมีนโยบายที่ตรงจุด แต่ต้องมีแผนการดำเนินงานที่พาการศึกษาไทยไปสู่เป้าหมายได้จริง  
.
เมื่อวันที่ 19 - 20 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา Thailand Education Partnership (TEP) และภาคีการศึกษา อาทิ why i why Thailand Institute of Justice (TIJ) และ ครูขอสอน ได้เข้าร่วมการประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ขับเคลื่อนนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้ประกาศไว้ เพื่อให้นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการนำไปสู่การปฏิบัติจริงในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 - 2570 อย่างน้อย 4 นโยบาย
.
ในแต่ละด้าน ภาคีการศึกษาได้ร่วมทำแผนปฏิบัติงานและกำหนดเป้าหมายของนโยบายไว้ ดังนี้ 
.
นโยบายที่ 1 คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก โดยลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนของครู 
📍 ภายในปีงบประมาณ 2569 
- สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (สทร.) และ สำนักนโนบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สนผ.) รับผิดชอบรวมฐานข้อมูลส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าถึงข้อมูลได้โดยครูไม่ต้องกรอกซ้ำซ้อน และข้อมูลสามารถอัปเดตได้เป็นประจำ 
- สพฐ. จัดทำ software กลางให้โรงเรียนนำไปใช้เก็บและบริหารข้อมูล พร้อมจัดสรร hardware ที่เกี่ยวข้องให้ครูด้วย 
📍ภายในกันยายน 2570
- ยุบรวมหรือลดโครงการที่ซ้ำซ้อนและให้อำนาจสถานศึกษาสามารถเลือกโครงการภายนอกที่สอดคล้องกับบริบทและเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนจริงได้ 
- สำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สตผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกเลิกการกรอกแบบฟอร์ม ข้อมูลที่ซ้ำซ้อนและปรับวิธีประเมินโครงการไม่ให้พึ่งพาเอกสารเกินไป 
- จัดทำระบบพัฒนาครู online ที่ครูสามารถใช้พัฒนาตนเองได้ตามความสะดวก ลดเวลาที่ครูต้องออกนอกห้องเรียน ที่ได้ใบประกาศนียบัตรด้วย
.
นโยบายที่ 2 Result-based Evaluation: ปรับเกณฑ์การประเมินผู้บริหารสถานศึกษาและครูและเน้นประเมินผู้เรียนแบบสะท้อนจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยเปลี่ยนจาก Paper-based (ประเมินด้วยเอกสาร) เป็น Result-based Evaluation (ประเมินด้วยผลลัพธ์)
📍 ภายในปีงบประมาณ 2569 
- Up-skill และ re-skill ผู้ประเมินจากส่วนกลาง และลดความซ้ำซ้อนของการประเมินโดยสร้าง dashboard กลางใช้เป็นคลังข้อมูลเพื่อให้ง่ายต่อการดึงข้อมูลมาประเมิน 
- ปรับเกณฑ์การประเมินครู ครูผู้ช่วย ผู้บริหารสถานศึกษา ให้ใช้เกณฑ์และรูปแบบประเมินของ ว. PA เป็นหลักเพียงเกณฑ์เดียว และใช้การประเมิน 360 องศา ประเมินผลงานของข้าราชการครูทุกระดับ
- กระจายอำนาจในการประเมินครูชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ และเชี่ยวชาญสู่เขตพื้นที่ เพื่อให้การประเมินเน้นบริบทพื้นที่มากขึ้น โดย กคศ. หรือส่วนกลางทำหน้าที่ประเมินแค่วิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษเท่านั้น 
📍ภายในกันยายน 2570
- เปลี่ยนมาตรการกำหนดเกณฑ์การประเมินในกฎหมาย จากการใช้มาตรการ “ที่เป็นไปตามที่ กคศ. กำหนด” เป็น “ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ส่วนราชการกำหนด โดยความเห็นชอบของ กคศ.” ทั้งการประเมินครูผู้ช่วย (โดยต้องลดจำนวนครั้งประเมิน จาก 4 ครั้งเป็น 2 ครั้งใน 2 ปี) การประเมินผลการปฏิบัติงานของครูโดยผู้บังคับบัญชา เพื่อปลดล็อคอำนาจการประเมินให้เป็นไปตามบริบทจริงมากขึ้น
.
นโยบายที่ 3 ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกจริง โดยผลักดันหลักสูตรฐานสมรรถนะ ผู้เรียนเรียนเพื่อ “ทำได้” ไม่ใช่ “ท่องจำ” โดยปรับเป้าหมาย แนวคิดในการจัดการเรียนรู้ แนวคิดในการวัดและประเมินผลระดับชาติ ไม่ให้ต้องยึดติดกับวิชา และเปลี่ยนมาเป็นการพัฒนาทักษะที่เด็กและเยาวชนต้องมี
📍 ภายในปีงบประมาณ 2569 
- พัฒนาทั้งความเข้าใจและสมรรถนะของผู้อำนวยการโรงเรียน ครู บุคลากรในโรงเรียน เพื่อให้สามารถจัดการเรียนการสอนที่เน้นทักษะของเด็กเป็นเป้าหมาย เช่น การสร้างบุคลากรต้นแบบเพื่อขยายผลหลักสูตรในพื้นที่ 
- พัฒนาความเข้าใจและความสามาถของศึกษานิเทศน์ เพื่อให้สามารถประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนตามหลักสูตรสมรรถนะได้ 
- สื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจกับผู้ปกครอง ชุมชน และผู้นำในระดับพื้นที่ เพื่อให้ขับเคลื่อนหลักสูตรนี้ไปได้พร้อมกันทั้งองคาพยพ 
- ประกาศใช้หลักสูตรปฐมวัยในเดือนสิงหาคมปี 2569 
📍ระยะยาว
- กำหนดเป้าหมายภายในปี 2573 ประกาศใช้หลักสูตรที่เน้นพัฒนาสมรรถนะเด็กในทุกโรงเรียน
.
นโยบายที่ 4 โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง โดยจัดตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ 24 ชั่วโมง” ทำงานร่วมกับทีมกฎหมาย นักจิตวิทยา สหวิชาชีพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับเรื่องร้องเรียนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลดอุบัติการใน 4 กลุ่มภัย: ความรุนแรง อุบัติเหตุ การละเมิดสิทธิ์ และสุขภาพกาย/ใจ ทั้งกับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา 
📍 ภายในปีงบประมาณ 2569 
- ทำ Mapping ความเสี่ยงในโรงเรียนและชุมชน วางระบบรับแจ้ง คัดกรอง ประมวล และส่งต่อรวมถึงติดตามประเมินผล และจัดทำ dashboard จาก สพฐ. เพื่อรองรับและบริหารจัดการข้อมูลในศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ รวมถึงพัฒนาครูและบุคลากรในแง่สิทธิ ความปลอดภัย จิตวิทยาและแนวทางช่วยเหลือ และสื่อสารเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันของทุกฝ่าย
📍ระยะยาว
- พัฒนาระบบข้อมูลบูรณาการกับภาคีเครือข่าย ใช้ AI วิเคราะห์เหตุและเชื่อมโยงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งต่อ ติดตาม และเยียวยาอย่างมีมาตรฐาน เพิ่มบุคลากรเฉพาะทางเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตของครูและนักเรียน นอกจากนี้ จะต้องมีการถอดบทเรียน (best practice) จากแต่ละพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานในระดับชาติ
- สร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งความปลอดภัยในโรงเรียน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสังคมในภาพรวม และมีระบบข้อมูลและสารสนเทศน์ กฎหมาย มาตรฐานการพัฒนาศักยภาพคนงบประมาณ ทรัพยากรและการสื่อสาร เพื่อสนับสนุนศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ ให้สามารถวิเคราะห์จุดเสี่ยงและตอบสนองเหตุละเมิดสิทธิแบบเชิงรุก
.
อย่างไรก็ตาม ภาคีการศึกษาขอเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับ การส่งเสริมความยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา (Restorative Justice: RJ) ในโรงเรียนควบคู่ไปด้วย เนื่องจาก RJ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหาความรุนแรงต่อเด็กและการเพิ่มการเข้าถึงความเป็นธรรมในสถานศึกษา โดยไม่ได้มุ่งเพียงหาผู้กระทำผิดหรือกำหนดบทลงโทษ แต่ให้ความสำคัญกับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง ความไม่ปลอดภัย และความเสียหายที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ด้วย หากโรงเรียนใช้วิธีจัดการที่ทำให้เด็กอับอาย ถูกตีตรา ถูกกีดกัน หรือไม่ได้รับโอกาสอธิบายความรู้สึก และความต้องการของตนเอง ปัญหาเหล่านี้อาจสะท้อนทั้งความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (tructural violence against children) ซึ่งฝังอยู่ในระบบ กฎระเบียบ หรือวัฒนธรรมอำนาจนิยมของโรงเรียน และความรุนแรงเชิงกระบวนการ (procedural violence against children) ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการจัดการปัญหาเมื่อเด็กไม่ได้รับการรับฟังหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง ตามที่เห็นเป็นข่าวอยู่ตลอดที่ผ่านมา 
.
ทั้งนี้ แผนปฏิบัติงานและเป้าหมายการดำเนินงานของแต่ละนโยบายข้างต้น ทีมงาน TEP ได้รวบรวมมาจากการนำเสนอในที่ประชุมเท่านั้น เรายังคงต้องรอทางกระทรวงศึกษาธิการประกาศแผนปฏิบัติราชการอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง โดย TEP จะขอเป็นอีกหนึ่งกำลังในการติดตามและร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เด็กไทยทุกคน ทำงานร่วมกับภาคีทุกภาคส่วนต่อไป 
.
#การศึกษายังมีความหวัง #ThailandEducationPartnership #TEP #กระทรวงศึกษาธิการ #TEPinAction

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

การจัดการเรียนรู้โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity-Based Learning: CBL) บูรณาการเทคนิค STAD พร้อมการผสานวิธีการสอนสู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21

🎨💡 การจัดการเรียนรู้โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity-Based Learning: CBL) บูรณาการเทคนิค STAD พร้อมการผสานวิธีการสอนสู่การพัฒนาส...