ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือ 2 เล่มที่น่าสนใจมาก ได้แก่
“The Fractured Age“ : How the Return of Geopolitics Will Splinter the Global Economy ของ Neil Shearing และ “Statecraft” ของ Robert Watling
แม้ผู้เขียนทั้งสองจะมาจากคนละสายความคิด ท่านหนึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ อีกท่านหนึ่งเป็นนักยุทธศาสตร์ แต่เมื่ออ่านควบคู่กันกลับให้ภาพที่ชัดเจนอย่างน่าประหลาดเกี่ยวกับทิศทางของโลกในศตวรรษที่ 21
ทั้งสองเล่มกำลังส่งสารเดียวกันว่า โลกไม่ได้กำลังไร้ระเบียบ (Disorder) หากแต่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของการจัดระเบียบใหม่ (Reordering)
และนี่อาจเป็นความจริงที่สำคัญที่สุดที่ประเทศต่าง ๆ ต้องทำความเข้าใจ
I. จุดจบของยุคโลกาภิวัตน์แบบเดิม
ตลอดสามทศวรรษหลังสงครามเย็น โลกดำเนินอยู่ภายใต้สมมติฐานสำคัญว่า
• การค้าเสรีจะนำมาซึ่งความมั่งคั่ง
• ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจจะลดความขัดแย้ง
• ห่วงโซ่อุปทานระดับโลกจะสร้างประสิทธิภาพสูงสุด
• เศรษฐกิจจะค่อย ๆ อยู่เหนือการเมือง
แต่เหตุการณ์สำคัญในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก Brexit สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน COVID-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน ไปจนถึงการแข่งขันด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ ได้ทำให้สมมติฐานเหล่านี้สั่นคลอน
โลกค้นพบว่า “Interdependence” สร้างทั้ง “ความมั่งคั่ง” และ “ความเปราะบาง”
• Supply Chain ที่มีประสิทธิภาพที่สุด อาจไม่ใช่ Supply Chain ที่ปลอดภัยที่สุด
• พลังงานราคาถูก อาจกลายเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์
• เทคโนโลยีที่เชื่อมโลก อาจกลายเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์
เศรษฐกิจจึงไม่ได้อยู่เหนือการเมืองอีกต่อไป แต่กำลังถูกกำหนดโดยการเมือง ความมั่นคง และยุทธศาสตร์แห่งชาติ
II. จาก “Rule-Based Order” สู่โลกของ “Rule Contestation”
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายคนมองว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะไร้ระเบียบ แต่หากมองลึกลงไป สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่การล่มสลายของระเบียบโลก แต่คือ “การแข่งขันเพื่อออกแบบระเบียบโลกใหม่”
ในอดีต โลกมีศูนย์กลางอำนาจค่อนข้างชัดเจน แต่ปัจจุบัน ไม่มีมหาอำนาจใดสามารถกำหนดกติกาโลกเพียงลำพังได้อีกต่อไป…สหรัฐอเมริกายังคงทรงอิทธิพล จีนกำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อินเดียกำลังก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่ ขณะที่กลุ่มประเทศขนาดกลางจำนวนมากกำลังมีบทบาทมากขึ้น
โลกจึงกำลังเปลี่ยนจาก “Rule-Based Order” ไปสู่ “Rule Contestation” หรือระบบที่ประเทศต่าง ๆ แข่งขันกันเพื่อกำหนดมาตรฐาน เทคโนโลยี กฎเกณฑ์ และสถาปัตยกรรมของโลกยุคใหม่
นี่ไม่ใช่ Cold War 2.0 และไม่ใช่ Deglobalization แต่เป็นโลกแบบ Multipolar Competitive Ecosystem
III. เมื่ออำนาจไม่ได้วัดที่ GDP เพียงอย่างเดียว
บทเรียนสำคัญจาก Statecraft คือ ประเทศที่ร่ำรวยที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่ทรงอำนาจที่สุด
ในโลกยุคใหม่ GDP ยังสำคัญ แต่ไม่เพียงพอ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ
• ขีดความสามารถของรัฐ (State Capacity)
• ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี (Technological Capacity)
• ความสามารถในการกำหนดยุทธศาสตร์ (Strategic Capacity)
• ความสามารถในการสร้างความไว้วางใจ (Trust Capacity)
อำนาจในศตวรรษที่ 21 จึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการแปลงทรัพยากรภายในให้กลายเป็นอิทธิพลภายนอก
IV. การแข่งขันที่แท้จริงคือ System vs. System
หากมีบทเรียนใดที่ทั้งสองเล่มเห็นตรงกันมากที่สุด ก็คือ การแข่งขันระหว่างประเทศ กำลังเปลี่ยนจาก “Country vs. Country” ไปสู่ “System vs. System”
สิ่งที่แข่งขันกันไม่ใช่เพียงรัฐบาล แต่เป็นทั้งระบบนิเวศ—ระบบเทคโนโลยี ระบบนวัตกรรม ระบบการเงิน ระบบการศึกษา ระบบข้อมูล และระบบพันธมิตร
ประเทศที่สามารถออกแบบระบบที่ผู้คน องค์กร และประเทศอื่น ๆ ต้องการเข้าร่วม จะเป็นประเทศที่มีอิทธิพลสูงที่สุด
ในโลกยุคใหม่ Soft Power อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ Hard Power อย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ แต่สิ่งที่สำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ “Soft System Power” หรือความสามารถในการออกแบบระบบที่ผู้อื่นเลือกเข้ามามีส่วนร่วมโดยสมัครใจ
V. โลกกำลังเผชิญ Strategic Holes
หากมองลึกลงไป สิ่งที่ทั้ง The Fractured Age และ Statecraft กำลังสะท้อนออกมา ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจโลก แต่คือการเกิดขึ้นของ “ช่องว่างเชิงยุทธศาสตร์” หรือ “Strategic Holes” จำนวนมากในระบบโลก
ในอดีต โลกอาจขาดทรัพยากร ขาดเงินทุน หรือขาดเทคโนโลยี แต่โลกในปัจจุบันกลับกำลังขาดสิ่งที่ลึกกว่านั้น
• โลกกำลังขาดความไว้วางใจ
• โลกกำลังขาดกลไกความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ
• โลกกำลังขาดสถาบันที่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว
• โลกกำลังขาดผู้นำที่คิดระยะยาวมากกว่าระยะสั้น และ
• โลกกำลังขาดเรื่องเล่าชุดใหม่ที่สามารถสร้างความหวังร่วมกันให้กับมนุษยชาติ
ในขณะที่…
• เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการประสานผลประโยชน์กลับถดถอย
• ข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ความไว้วางใจกลับลดลง
• เศรษฐกิจเชื่อมโยงกันมากขึ้น ความร่วมมือทางการเมืองกลับยากขึ้น
นี่คือความย้อนแย้งสำคัญของโลกยุคปัจจุบัน
และนี่คือ Strategic Holes ที่กำลังกำหนดภูมิทัศน์โลกใหม่
VI. Strategic Relevance เกิดจากการเติม Strategic Holes
เมื่อโลกกำลังเผชิญช่องว่างเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศต่าง ๆ จึงไม่ได้แข่งขันกันเพียงเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของตนเอง แต่แข่งขันกันเพื่อสร้าง “Strategic Relevance” หรือความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ให้กับระบบโลก
ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ไม่ได้เกิดจากขนาดเศรษฐกิจ จำนวนประชากร หรือกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการตอบโจทย์ในสิ่งที่โลกกำลังขาด
กล่าวอีกนัยหนึ่ง Strategic Holes คือช่องว่างของโลก ส่วน Strategic Relevance คือคำตอบที่ประเทศสามารถมอบให้แก่โลก
ประเทศที่สามารถเติมเต็มช่องว่างเหล่านี้ได้ จะกลายเป็นประเทศที่ผู้คน นักลงทุน องค์กร และประเทศอื่น ๆ ต้องการร่วมมือด้วย และยิ่งโลกต้องการประเทศนั้นมากเท่าใด อิทธิพลและอำนาจต่อรองของประเทศนั้นก็จะเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น
VII. โอกาสของประเทศขนาดกลาง
หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจที่สุดจาก The Fractured Age คือ ประเทศที่ได้เปรียบที่สุดในโลกยุคใหม่ อาจไม่ใช่มหาอำนาจเสมอไป แต่คือประเทศขนาดกลางที่สามารถสร้างความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ให้กับทุกฝ่ายได้
โลกที่แตกออกเป็นหลายขั้ว ไม่ได้เปิดโอกาสเฉพาะมหาอำนาจ แต่เปิดพื้นที่ใหม่ให้กับ Middle Powers
ประเทศที่สามารถเป็น
• ตัวเชื่อม (Connector)
• ตัวกลาง (Mediator)
• ผู้สร้างมาตรฐาน (Standard Setter)
• ผู้สร้างความไว้วางใจ (Trust Builder)
• ผู้สร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือ (Platform Builder)
จะมีอำนาจต่อรองมากกว่าที่ขนาดประเทศจะบ่งบอก
เพราะในโลกแบบหลายขั้ว อำนาจไม่ได้วัดจากขนาดดินแดน จำนวนประชากร หรือกำลังทหารเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ถูกวัดจากคำถามที่สำคัญกว่า “หากประเทศนี้หายไปจากระบบโลก โลกจะสูญเสียอะไร?”
ประเทศที่มีคำตอบชัดเจนสำหรับคำถามนี้ จะมี Strategic Relevance สูง และยิ่งมี Strategic Relevance มากเท่าใด ก็ยิ่งมีอำนาจต่อรองมากขึ้นเท่านั้น
VIII. บทเรียนสำหรับประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า เราจะเลือกข้างใคร แต่คือ เราจะสร้างคุณค่าอะไรให้กับโลก
ในศตวรรษที่ 20 ประเทศต่าง ๆ มักนิยามยุทธศาสตร์ของตนผ่านการเลือกข้างมหาอำนาจ แต่ในศตวรรษที่ 21 คำถามที่สำคัญกว่าคือ ประเทศไทยจะมีความสำคัญต่อระบบโลกอย่างไร
เพราะโลกกำลังเปลี่ยน
• จากการแข่งขันระหว่างประเทศ ไปสู่ การแข่งขันระหว่างระบบ
• จากการแข่งขันด้านทรัพยากร ไปสู่ การแข่งขันด้านขีดความสามารถ และ
• จากการแข่งขันเพื่อครอบครอง ไปสู่ การแข่งขันเพื่อกำหนดมาตรฐาน กติกา และสถาปัตยกรรมของอนาคต
ในบริบทเช่นนี้ ประเทศไทยอาจไม่สามารถแข่งขันกับมหาอำนาจในเรื่องขนาดเศรษฐกิจ ประชากร หรือเทคโนโลยีขั้นสูงได้โดยตรง
แต่ประเทศไทยสามารถสร้างคุณค่าในอีกสนามหนึ่ง คือการเป็นประเทศที่มีความสามารถในการเชื่อมโยง ประสาน และสร้างความไว้วางใจ ระหว่างผู้คน ระบบ และประเทศต่าง ๆ
นี่คือโอกาสสำคัญของการเป็น Middle Power Nation ไม่ใช่ Middle Power ในความหมายทางการทูตเพียงอย่างเดียว แต่เป็น Middle Power ในฐานะ “ผู้สร้างคุณค่าเชิงระบบ” ให้กับโลก
โลกอาจไม่ต้องการมหาอำนาจเพิ่มอีกหนึ่งประเทศ แต่โลกต้องการประเทศที่สามารถเป็นสะพานเชื่อมระหว่างขั้วอำนาจ ต้องการประเทศที่สามารถสร้างพื้นที่ความร่วมมือท่ามกลางความขัดแย้ง และต้องการประเทศที่สามารถสร้างความไว้วางใจท่ามกลางความไม่แน่นอนได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
หากมองผ่านเลนส์นี้ เป้าหมายของประเทศไทยจึงไม่ควรเป็นเพียงการเพิ่ม GDP หรือการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ต้องเป็นการยกระดับประเทศไทย
• จาก “Rule-Taker Nation” ไปสู่ “System-Shaping Nation”
• จากประเทศที่รอปรับตัวตามกติกา ไปสู่ ประเทศที่มีส่วนร่วมในการออกแบบกติกา
• จากประเทศที่เป็นเพียงจุดเชื่อมทางภูมิศาสตร์ ไปสู่ ประเทศที่เป็นจุดเชื่อมทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี วัฒนธรรม และความร่วมมือระดับภูมิภาคและระดับโลก
นั่นคือเหตุผลที่โมเดล High Tech × High Touch × High Trust ที่ผมมีโอกาสนำเสนอก่อนหน้า อาจเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศไทย
• High Tech เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน
• High Touch เพื่อรักษาและต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม ความเป็นมนุษย์ และคุณภาพความสัมพันธ์
• High Trust เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และความไว้วางใจ ซึ่งกำลังกลายเป็นทรัพยากรที่หายากที่สุดในโลกที่แตกออกเป็นหลายขั้ว
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ประเทศที่จะประสบความสำเร็จในโลกยุคใหม่ อาจไม่ใช่ประเทศที่ใหญ่ที่สุด รวยที่สุด หรือแข็งแกร่งที่สุด
แต่คือประเทศที่สามารถทำให้ตนเองเป็น Strategically Relevant Nation ประเทศที่ทุกฝ่ายมองเห็นคุณค่า ประเทศที่ทุกฝ่ายอยากร่วมมือด้วย และประเทศที่โลกจะรู้สึกสูญเสียบางอย่าง หากประเทศนั้นหายไปจากระบบโลก
นั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของการก้าวสู่การเป็น System-Shaping Middle Power และอาจเป็นภารกิจสำคัญที่สุดของประเทศไทยในโลกที่กำลังเปลี่ยนจาก Rule-Based Order ไปสู่ Competition-Based Multipolar Ecosystem
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น