วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ถ้าอยากได้สิ่งที่ไม่เคยได้ต้องทำสิ่งที่ไม่เคยทำ​

ถ้าอยากได้สิ่งที่ไม่เคยได้
ต้องทำสิ่งที่ไม่เคยทำ
~~~~~~~~

1. อยู่ที่เดิม ผลลัพธ์ก็เดิม
ไม่ได้ผิดอะไร
แค่ไม่ใช่ทางไปที่ใหม่เท่านั้น

2. ความกลัวมักมาก่อนโอกาส
ใจจะเตือนก่อนเสมอ
แต่บางครั้งต้องลองฟังเหตุผลด้วย

3. เริ่มแบบยังไม่เก่งก็ได้
คนที่ทำได้ทุกวันนี้
ก็เคยงงเหมือนเรามาก่อน

4. ลองคุยกับคนใหม่บ้าง
บทสนทนาใหม่ ๆ
เปิดมุมคิดที่ไม่เคยเห็น

5. ยอมพลาดเล็ก ๆ เพื่อเข้าใจใหญ่ขึ้น
ความผิดพลาดบางอย่าง
สอนเร็วกว่าคำแนะนำยาว ๆ

6. เปลี่ยนกิจวัตรนิดเดียวก็เห็นต่าง
ไปเส้นทางใหม่ หรืออ่านเรื่องใหม่
ไอเดียก็ขยับตาม

7. กล้าขอในสิ่งที่อยากได้
ไม่ขอเลย
โอกาสก็มักเงียบตามไป

8. เปิดใจเรียนรู้สิ่งที่เคยเมิน
บางเรื่องที่ไม่ชอบตอนแรก
วันหนึ่งอาจกลายเป็นจุดแข็งเรา

9. เลิกคิดว่าต้องพร้อมก่อนเสมอ
บางอย่างทำแล้วถึงพร้อม
ไม่ใช่พร้อมแล้วค่อยทำ

10. อยู่กับความไม่แน่ใจให้เป็น
ชีวิตไม่ได้ชัดทุกวัน
แต่ก็ยังเดินต่อได้

11. ยอมให้ตัวเองดูไม่เก่งบ้าง
ภาพลักษณ์ไม่สำคัญเท่าการเติบโต
และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้จ้องเราขนาดนั้น

12. ตั้งคำถามกับความเคยชินบ้าง
สิ่งที่ทำมาตลอด
ไม่ได้แปลว่าดีที่สุดเสมอ

13. ฟังเสียงใจตัวเองมากขึ้น
บางครั้งคำตอบอยู่ในตัวเรา
แค่ยังไม่ได้เงียบพอจะได้ยิน

14. ให้โอกาสตัวเองลองหลายทาง
ไม่ต้องถูกทุกครั้ง
แค่ได้เรียนรู้ก็ถือว่าคุ้มแล้ว

15. ลดความกลัวคำว่า “ถ้าไม่เวิร์ก”
เพราะหลายอย่างที่เวิร์ก
ก็เคยไม่เวิร์กมาก่อน

16. กล้าออกจากวงเดิมบ้าง
พื้นที่ใหม่อาจไม่สบาย
แต่เติบโตมักเกิดตรงนั้น

17. ไม่ต้องรีบสำเร็จทันที
บางการเปลี่ยนแปลงต้องค่อย ๆ เห็นผล
ใจเลยต้องใจเย็นหน่อย

18. สิ่งใหม่ไม่ได้ต้องยิ่งใหญ่เสมอ
แค่ก้าวเล็กที่ไม่เคยทำ
ก็อาจพาเราไปไกลกว่าที่คิด 

#ลองในสิ่งที่ไม่เคย
#ออกจากcomfortzone
#อ่านไปเรื่อยๆ
#ข้อคิดชีวิต
#พัฒนาตัวเอง


วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เป็นคนเก็บตัว แต่มีเครือข่ายนับพัน(และนี่คือวิธีที่ใช้)

เป็นคนเก็บตัว แต่มีเครือข่ายนับพัน
(และนี่คือวิธีที่ใช้)
.
บางครั้งการเป็นคนเงียบ ๆ ที่ต้องไปงานประชุมใหญ่ ๆ คือเรื่องที่น่ากลัวที่สุด บางครั้งการอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยผู้คน ต้องทำความรู้จักกับคนแปลกหน้า คือเรื่องที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า 
.
แต่เราปรับมันได้ เพื่อความเป็นมืออาชีพในงาน…
.
กุญแจสำคัญอยู่ที่การเตรียมตัวอย่างรอบคอบ การใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ที่มี และการจัดการพลังงานของตัวเอง นี่คือวิธีที่คนเก็บตัวสามารถเข้าร่วมงานประชุมได้อย่างมีกลยุทธ์
.
O Plan your days in advance, including who you’ll talk to : วางแผนอย่างละเอียดก่อนงาน รวมถึงคนที่เราจะคุยด้วย
การเตรียมตัวมีความสำคัญมากในการลดความวิตกกังวลและเพิ่มคุณค่าจากการเข้าร่วมงาน ควรทำสิ่งเหล่านี้หลายสัปดาห์ก่อนงานประชุม
.
- ศึกษากำหนดการและเลือก Session ที่ต้องเข้าร่วม
- ตรวจสอบรายชื่อวิทยากรและผู้เข้าร่วมเพื่อหาคนที่รู้จัก
- ใช้แอปของงานประชุมเพื่อติดต่อกับผู้เข้าร่วมคนอื่นล่วงหน้า
- ประสานงานกับเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนที่จะไปร่วมงานด้วย
.
O Find the super connectors : หาคนที่จะเป็น “ผู้เชื่อมต่อ"
แทนที่จะบังคับตัวเองที่เริ่มจากศูนย์ เปลี่ยนเป็นอยู่กับคนที่มีเครือข่ายโดยธรรมชาติอยู่แล้วจะดีกว่า มองพวกเขาเป็น “ผู้เชื่อมต่อ” ที่จะพาเราไปเจอคนอื่น ๆ 
.
คนเหล่านี้ มักเป็นคนเปิดเผยที่มีเครือข่ายวิชาชีพกว้างขวาง สามารถช่วยให้คุณเข้าร่วมการสนทนาและกิจกรรมทางสังคมได้อย่างเป็นธรรมชาติ ตั้งเป้าหมายที่จัดการได้ เช่น พบคนใหม่วันละสามคน แต่ไม่ต้องกดดันตัวเองว่าความสัมพันธ์เหล่านี้จะนำไปสู่อะไร
.
O Prioritize time to decompress : จัดตารางเข้าร่วม เพื่อหาเวลาพักให้ตัวเอง 
เราไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมทุก Session หรือทุกกิจกรรม
- จัดตารางพัก เพื่อชาร์จพลัง
- หาที่เงียบ ๆ เพื่อผ่อนคลายกับกาแฟและเวลาครุ่นคิด
- ให้อิสระกับตัวเองในการข้ามกิจกรรมตอนเย็นถ้ารู้สึกเหนื่อยล้า
- พิจารณาการรวมกลุ่มเล็ก ๆ แทนงานเน็ตเวิร์คขนาดใหญ่
.
การมี "เพื่อนร่วมงานประชุม" คนที่เราสามารถส่งข้อความหาเมื่อรู้สึกเหนื่อยหรือชวนไปดื่มกาแฟด้วยกัน สามารถให้การสนับสนุนทางอารมณ์ที่สำคัญได้ คน ๆ นี้สามารถช่วยให้เราจัดการกับสถานการณ์ทางสังคมและเป็นที่พักใจเมื่อเราต้องการถอยห่างจากฝูงชน
.
เป้าหมายไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนเปิดเผย แต่เป็นการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในขณะที่ยังรักษาความสมดุลที่ตัวเองต้องการ ด้วยการวางแผนและจังหวะที่เหมาะสม งานประชุมสามารถกลายเป็นโอกาสที่มีคุณค่าในการเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ แทนที่จะเป็นแหล่งของความวิตกกังวล
.
การมีกลยุทธ์ในการเข้าร่วมงานประชุมไม่ใช่เรื่องของการจำกัดตัวเอง แต่เป็นการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้คุณสามารถอยู่และมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่เมื่อคุณเข้าร่วม การเปลี่ยนมุมมองนี้สามารถเปลี่ยนภาระที่น่ากลัวให้กลายเป็นประสบการณ์ทางวิชาชีพที่ให้ผลตอบแทนอย่างแท้จริง
.
.
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน
.
#SelfDevelopment
#100WEALTH
#ไปให้ถึง100ล้าน
.
อ้างอิง 
https://bit .ly/4gIDg1U

เด็กนักเรียนวัย 20 ปีสร้างรายได้จำนวน 1.2 ล้านบาทต่อเดือนขณะเรียน ด้วยอาชีพใหม่ที่ชื่อว่า Clipping Agency.

เด็กนักเรียนวัย 20 ปีสร้างรายได้จำนวน 1.2 ล้านบาทต่อเดือนขณะเรียน ด้วยอาชีพใหม่ที่ชื่อว่า Clipping Agency
.
เดี๋ยวก่อน ๆ อย่าพึ่งด่ากัน ฮ่าา
วันนี้ของดีและใหม่มาก ไม่เกี่ยวกับ AI ด้วย
เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่แอดรู้สึกว่า ว้าว มันทำแบบนี้ได้ด้วยหรอ ฮ่าาา
น่าสนใจมาก แอดก็พึ่งมารู้จักตอนสรุปคลิปนี้แหละ
.
อาชีพนี้ชื่อว่า Clipping Agency
เป็นอาชีพที่ทำการตลาดให้บริษัทต่าง ๆ 
ด้วยราคาที่ถูกมาก แต่สิ่งที่ได้คือ Engage กว่า 20M วิว
เดี๋ยวเราลองมาดูกันว่าเขาทำได้ยังไงบ้าง ไปดูวว
วันนี้ยาวนิดนะ เอาแบบละเอียดเลยฮ่าาา

==========

1. จากเด็กมีเงิน 88 ดอลลาร์ สู่เจ้าของ Clipping Agency 35,000 ดอลต่อเดือน

Evan อายุ 20 เป็นเด็กมหาลัยธรรมดาเมื่อ 11 เดือนก่อน
ในบัญชีมีอยู่แค่ 88 ดอลลาร์ ไม่มีคอนเนกชัน ไม่มีชื่อเสียง
แต่วันนี้เขาทำกำไรได้เดือนละประมาณ 35,000 ดอลลาร์
ด้วยธุรกิจชื่อ Clipping Culture ที่เขาเรียกว่า Clipping Agency
.
มารู้จักกันก่อนว่า Clipping Agency คืออะไร
กระบวนการมันเป็นแบบนี้
.
Evan ไปคุยกับแบรนด์ ค่ายเพลง เกม หนัง
แล้วบอกว่า ส่งไฟล์ยาว ๆ มา เดี๋ยวผมจะให้กองทัพคนตัดคลิป
ช่วยกันตัด ทำคลิปสั้น แล้วเอาไปโพสต์ลง TikTok Reels Shorts
ให้คุณได้ ล้าน ๆ วิว แบบจ่ายเท่าที่ผลมันเกิดขึ้นจริง
.
แบรนด์จะให้ งบแคมเปญ มา เช่น 10,000 ดอลลาร์
Evan ตั้งดีลว่า จ่ายให้คนตัดคลิปเป็น CPM 
เป็นการจ่ายตามวิว เช่น 1 ดอลลาร์ต่อ 1,000 วิว
ถ้าอยากได้ 10 ล้านวิว ก็ใช้งบ 10,000 ดอลลาร์
.
เขาเก็บค่าบริการจากแบรนด์ประมาณ 30% ของงบ
เช่น งบ 10,000 ดอลลาร์
7,000 ดอลลาร์เอาไปจ่ายให้เหล่า Clipper
3,000 ดอลลาร์คือกำไรของเอเจนซี
และข้อเสนอที่ขายคือ จ่ายตามผลลัพธ์จริง
อยากได้ยอดวิวเท่าไหร่ ใส่เงินลงมาก้อนหนึ่ง 
แล้วค่อยมาเก็บผลทีหลัง

==========

2. เครื่องจักรทำเงินชื่อ Clipping Culture

หัวใจของธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่ Evan คนเดียว
แต่คือ Community ที่มี Clipper กว่า 38,000 คนอยู่ข้างใน
.
ด้านหน้าเขาทำเป็นหน้า Store Landing Page ให้คนกด Join ฟรี
พอเข้ามาข้างใน จะเจอหลายห้อง เช่น

- ห้องประกาศแคมเปญใหม่ ๆ
- คอร์สสอน Clipping ฟรี ประมาณ 20 นาที
- สอนตั้งแต่การสร้างแอคเคานต์ การตัดต่อเบื้องต้น
- ให้เด็กที่ไม่เคยทำมาก่อนหารายได้ดอลลาร์ก้อนแรกได้
- ห้องแชตถามตอบ
.
แต่ห้องที่สำคัญที่สุดคือ
Content Rewards App
ตรงนี้คือที่ที่ งานจริง เกิดขึ้น
.
ตัวอย่างการทำงานของหนึ่งแคมเปญ
แบรนด์ เช่น ศิลปิน เกม หนัง ส่งคอนเทนต์ต้นฉบับมา
เช่น MV Trailer เกม คลิปเบื้องหลัง Podcast
.
ทีม Evan สร้างหน้าแคมเปญขึ้นมา
ในหน้านั้นจะมี ชื่อแคมเปญ รูปปก
และ รายละเอียดว่าอยากให้ตัดแนวไหน จะมาลิงก์ Google Doc 
อธิบาย กติกา Requirements แบบละเอียด เช่น 1.25 ดอลลาร์ ต่อ 1,000 วิว
.
ฝั่ง Clipper ทำยังไง

ก็อ่าน Requirements ให้ครบ ดาวน์โหลดไฟล์ เข้าไปดูคอนเทนต์ต้นฉบับ
ตัดคลิปสั้นในสไตล์ตัวเอง และโพสต์ลง Social ของตัวเอง
เช่น TikTok IG Reels YouTube Shorts 
.
เอาลิงก์โพสต์ไปส่งในระบบ ทีมม็อดของ Evan จะเข้ามารีวิวทีละคลิป
ถ้าตรงตามกติกา ก็จะมีการกด Approve ถ้าไม่ตรงหรือต้องแก้
ก็ Reject
.
เค้าบอกตรง ๆ ว่า
ถ้าวิวไม่ถึง 1,000 วิว ก็แทบไม่ค่อยได้ดู เพราะไม่คุ้มเวลา
ส่วนระบบหลังบ้านจะดึงยอดวิวแบบอัตโนมัติ
พอถึงยอดที่กำหนด ก็คิดเงินให้ Clipper ตาม CPM ที่ตั้งไว้
.
งบของแบรนด์จะค่อย ๆ ถูกใช้ไปเรื่อย ๆ ตามยอดวิวจากคลิปที่ผ่านอนุมัติ
พองบหมด ระบบก็สรุปรายงานให้แบรนด์
ถ้าเขาชอบผลลัพธ์ ก็แค่เติมเงินรอบใหม่ แล้วแคมเปญก็เดินต่อทันที

==========

3. ปิดดีลศิลปินและเกมระดับโลก

ตอนเริ่มต้น Evan ยังไม่มีลูกค้าสักราย ไม่มีเคสสตูดี้
แต่เขาส่ง DM เป็นร้อย ๆ พัน ๆ ข้อความ
ไปหาเป้าหมายบน Instagram
.
เขาเล่าว่า ถ้าส่งออกไป 100 ดีเอ็ม
ดีมาก ๆ คือมีคนตอบกลับสัก 5 คนเท่านั้น
ที่ชอบมากคือ วิธี เพิ่มน้ำหนัก ให้ DM ตอนที่ยังไม่มีชื่อ
ลองเอาไปใช้กันได้นะ
.
แทนที่จะส่งจากแอคเคานต์ตัวเอง เขาไปจ้าง เพจ Meme ใหญ่ ๆ
ให้ช่วย DM หาเป้าหมายให้แทน จ่ายประมาณ 50 ดอลลาร์ 
แล้วให้เพจนั้นเป็นคนทักศิลปินให้ว่า
มีทีมที่ทำ Clipping แบบนี้ ๆ สนใจลองไหม
.
ผลคือ เขาได้ลูกค้ารายแรก เป็นศิลปินชื่อ Young Martyr
ให้เงินมาทำแคมเปญประมาณ 2,000 ดอลลาร์
จากเด็กที่มีเงิน 80 ดอลลาร์ในบัญชี
เขาเอาแคมเปญนี้ออกไปยิงใน Community ของ Clipper ที่เริ่มรวมตัวกัน
ภายใน 24 ชั่วโมง งบ 2,000 ดอลลาร์ถูกใช้จนหมด
ยอดวิวที่สร้างได้ทะลุประมาณ 20 ล้านวิว
.
Evan เก็บ 30 ของงบเป็นกำไร 600 ดอลลาร์
ซึ่งคือเงินก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตตอนนั้น
.
หลังจากนั้น ทุกอย่างเริ่ม ต่อห่วงโซ่
ทีมของ Young Martyr รู้จักศิลปินคนอื่น
อย่าง Baby No Money และ Young Gravy
ก็เลยดึง Evan ไปทำแคมเปญต่อ
งบเริ่มขยับจาก 2,000 เป็น 10,000 ดอลลาร์ขึ้นไป
.
จากดีลหนึ่ง กลายเป็นอีกดีล
จนถึงวันนี้ แค่ศิลปินอย่าง Baby No Money เจ้าเดียว
ก็อัดงบผ่าน Clipping Culture ไปแล้ว หลายแสนดอลลาร์
ระหว่างทางเขายังใช้วิธี DM ตรงกับ Creator ใหญ่ ๆ ด้วยตัวเอง
อย่างเคส Deestroying ที่มียอดฟอลโลเวอร์หลักล้าน
.
DM ของเขาไม่ได้ขายตัวเอง แต่ขาย ผลลัพธ์ ตรง ๆ ว่า
ถ้าผมช่วยให้คอนเทนต์ของคุณโดนตัดไปโพสต์พันๆ ครั้ง
แล้วสร้าง 10 ล้านวิวใน 40 วันได้ คุณสนใจคุยไหม
.
แม้เคสบางรายจะไม่ได้ปิดดีล แต่ผลข้างเคียงคือ
Creator ใหญ่ ๆ เหล่านั้นเริ่ม ลองทำ Clipping เอง
และตลาดนี้ก็ยิ่งเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ
.
ทุกดีลใหญ่หลังจากนั้น มาจากสองอย่างผสมกัน
ผลงานจริงที่ทำไปแล้ว
การบอกต่อ Referral จากลูกค้าเดิม
จนวันนี้ Evan แทบไม่ต้อง ไล่ DM หาลูกค้า แบบวันแรกแล้ว

==========

4. Website เดียวที่เปลี่ยนจากรายได้หลักพันให้ทะลุ 10K ใน 3 เดือน

Evan บอกตรง ๆ ว่า
สิ่งที่ดันรายได้ให้กระโดดขึ้นอย่างชัดเจน คือ 
การทำเว็บไซต์ให้เป็นเรื่องเป็นราว
.
โครงเว็บง่ายมาก แต่ชัด
ด้านบนสุดยิงด้วยตัวเลขแรง ๆ
เช่น เราสร้างยอดวิวรวมเกิน 10M วิว
เพื่อให้คนเข้ามาเห็นว่า นี่ไม่ใช่เอเจนซีเล็ก ๆ ที่พูดลอย ๆ
.
ตามด้วยคำอธิบายสั้น ๆ ว่า
เขาคือ Clipping Agency อันดับหนึ่ง
ที่ช่วยสร้าง Viral Campaign ด้วยกองทัพ Clipper
.
ต่อมาคือ Social proof 
โลโก้ศิลปิน แบรนด์ เกม หนัง ที่เคยทำให้
พร้อมตัวเลขอย่าง Monthly Listeners หรือผลงานที่จับต้องได้
เพื่อให้คนใหม่ ๆ เห็นว่า ของจริง
.
แล้วค่อยเล่า 3 ขั้นตอนการทำงาน แบบเข้าใจง่าย

- จองคอล
- เราตั้งแคมเปญและให้ Clipper เริ่มโพสต์
- ติดตามผลลัพธ์และสรุปรายงาน
.
ปลายทางของเว็บคือปุ่มให้ จองคอล 30 นาทีฟรี
ลูกค้าใส่ข้อมูลว่าเป็นใคร งบเท่าไหร่ อยากให้ตัดอะไร Podcast เกม เพลง ฯลฯ
.
พอเว็บนี้ขึ้น Evan บอกว่า
ปริมาณคนที่ เข้ามาจองคอลเอง เพิ่มขึ้นแบบชัดเจนมาก
เริ่มจากวันที่ 4 มีนาคมที่ตั้งเอเจนซี
ภายในเดือนพฤษภาคม เขาทำรายได้ทะลุ 10,000 ดอลลาร์ เดือน
ในเวลาแค่ 3 เดือน
จากนั้นรายได้ก็ไต่ขึ้นมาแตะ 35,000 ดอลลาร์ เดือนในเวลาไม่ถึงปี

==========

5. ทำไมแบรนด์ยอมจ่าย และโมเดลนี้สเกลได้โหดขนาดไหน

มุมของแบรนด์
Clipping เป็นเหมือน billboard บนโลก social
ยอมจ่ายเงินก้อนหนึ่ง
ให้คลิปของตัวเองไปโผล่บนหน้าจอของคนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ไม่ได้โฟกัส Conversion ตรง ๆ แต่โฟกัส การมองเห็น และการฝังชื่อแบรนด์ในหัวคน
.
ตัวเลขคร่าว ๆ จากหลายแคมเปญในคลิป
มีเคสที่ใช้เงินประมาณ 7,000 ดอลลาร์
แลกกับยอดวิวราว 30 M วิว
บางแคมเปญใช้เงินราว 2,000 ดอลลาร์
แลกกับราว 2.8 M วิว
.
ถ้าลองเทียบกับการยิงโฆษณาเจ้าใหญ่ ๆ อย่าง Meta Google
ที่ค่าโฆษณาอาจอยู่แถว ๆ 10–20 ดอลลาร์ต่อ 1,000 Impression
การจ่าย 1–2 ดอลลาร์ต่อ 1,000 วิว
เพื่อให้คนจำนวนมากตัดและโพสต์คลิปให้
มันเลยถูกมองว่าเป็นการซื้อ Brand Awareness แบบโหด ๆ แต่คุ้มมาก
.
ฝั่ง Evan เอง โมเดลนี้สเกลได้เพราะ
เขาไม่ต้องลงมือตัดคลิปเอง
แค่จัดระบบ รับงบ ตั้งแคมเปญ
แล้วปล่อยให้ Community ทำงาน
.
ยิ่งมีแคมเปญมาก Clipper ก็ยิ่งอยากอยู่ใน Community นี้
เพราะ เข้าที่เดียว มีงานให้เลือกเยอะ
เขาบอกว่าตั้งแต่เริ่มธุรกิจมา
แทบไม่มีช่วงไหนเลยที่ Community ไม่มีดีลให้ทำ
.
สำหรับ Clipper ที่เก่ง ๆ หน่อย
บางคนทำรายได้จากแคมเปญรวมเดือนละหลักพันถึงหลักหมื่นดอลลาร์ได้เหมือนกัน

==========

6. ถ้าอยากเริ่มแบบเด็กมหาลัย เริ่มจาก เป็น Clipper ก่อน

ช่วงท้ายคลิป Evan ให้คำแนะนำกับเด็กมหาลัยที่อยากลองทำสายนี้
เขาบอกว่า ตัวเองไม่ได้เริ่มจากเป็นเจ้าของเอเจนซี
แต่เริ่มจากการเป็น Clipper ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ก่อน
.
จุดเริ่มมันง่ายมาก
สร้างแอคเคานต์ TikTok IG YouTube ใหม่ขึ้นมา
หาคลิปยาวของ Creator ศิลปิน รายการที่มีคนทำแคมเปญอยู่แล้ว
ตัดคลิปสั้นในแบบที่คิดว่า น่าดู แล้วโพสต์ลงไป
ดูผล ว่าคนดูตอบสนองกับแนวไหน
.
เขาเล่าว่า แค่คลิปที่ลองเล่นครั้งแรกในแคมเปญหนึ่ง
ก็สามารถดันไปได้ถึงราว 800,000 วิว
.
ข้อดีของการเป็น Clipper

- ไม่ต้องใช้เงินเลย
- ไม่ต้องออกหน้ากล้อง
- จะสร้างกี่แอคเคานต์ก็ได้
- โฟกัสแค่การฝึก ศิลปะการตัดคลิปให้คนหยุดเลื่อน
- พอเข้าใจเกมนี้จริง ๆ แล้ว ค่อยยกระดับตัวเองจาก คนตัดคลิป 
มาเป็น คนกลางที่เชื่อมแบรนด์กับ Clipper
.
สำหรับ Evan จุดเปลี่ยนไม่ได้มาจาก ไอเดียสุดยอด
แต่มาจากวันหนึ่งที่เขา เห็นภาพทั้งหมดแล้ว
เขาเลือก เริ่มลงมือทันทีในวันถัดมา และทำทุกวันไม่หยุด

==========

#สรุปฉบับสั้น

- Evan เป็นเด็กมหาลัยอายุ 20 ที่เริ่มจากเงินในบัญชีแค่ 88 ดอลลาร์
- ในเวลาไม่ถึงปี เขาสร้าง Clipping Culture ธุรกิจ Clipping Agency ที่ทำกำไรเดือนละ 35,000 ดอลลาร์
- โมเดลคือ รับงบจากแบรนด์ แล้วให้ Community Clipper กว่า 38,000คน
ช่วยกันตัดและโพสต์
- คลิปสั้น แลกกับการจ่ายเงินตามยอดวิว CPM
- เขาเก็บค่าบริการประมาณ 30% ของงบแคมเปญ 
ที่เหลือจ่ายให้ Clipper ผ่านระบบอัตโนมัติ
- ลูกค้ารายแรกได้มาจากการจ้างเพจ Meme ส่ง DM แทนตัวเอง ใช้งบแค่ 50 ดอลลาร์ 
- ทำแคมเปญแรกด้วยงบ 2,000 ดอลลาร์ สร้างวิวประมาณ 20 ล้าน และกำไรแรก 600 ดอลลาร์
- หลังจากนั้นทุกอย่างโตจาก Referral การทำคอนเทนต์โชว์ผลงาน 
เว็บไซต์ที่ทำหน้าที่เป็นฟันเนลจองคอล
- คำแนะนำของเขาคือ เริ่มจากเป็น Clipper ก่อน ใช้แพลตฟอร์มฟรี ฝึกตัดคลิปให้คนหยุดเลื่อน แล้วค่อยคิดเรื่องสร้างเอเจนซีทีหลัง

==========

#ความเห็นฉบับแอด 

ออกตัวก่อนนะ ส่วนตัวแอด แอดคิดว่ามันใหม่นะ
แต่กับหลายคนอาจจะบอกมันเก่าแล้ว มีคนทำมานานแล้ว
ก็ไม่เป็นไร แอดอาจจะโลกแคบไปเอง ฮ่าา
แต่ที่อยากจะบอกคือ เอ้อ เขาเข้าใจหา business model 
มา match กับ niche ที่มีมูลค่าสูงได้ดีมากเลยนะ
.
และที่สำคัญคือเขาเริ่มด้วยตัวคนเอง
ทำเองทั้งหมด เข้าค่าย one-person-business อีกแล้ว ฮ่าา
ที่แอดอยากจะหนุนใจคือ เริ่มเถอะ อย่าไปคิดไกล
เริ่มง่าย ๆ ทำอะไรที่เราถนัด เราแฮปปี้ก่อน
.
ไม่ต้องคิดถึงการ scale-up หรืออะไรที่มันซับซ้อนไป
อย่างที่เห็นว่าอะไรหลาย ๆ อย่างเดียวนี้ แถบไม่มีต้นทุน
แต่สร้างรายได้หลักล้านได้ไม่ยาก
เรามาลุยไปด้วยกันครับ!!
.
และสำหรับ ใครสนใจอยากเปลี่ยนมาทำงานสายเทค
แต่ไม่ชอบเขียนโค้ด หรือใครที่อยากทำ landing-page website ดี ๆ 
แบบไม่ต้องเขียนโค้ด ทัก IB มาได้เลยน้าา
ทางเพจเรามีเปืดคอร์สอยู่จ้าา ฝากด้วยเด้ออ
.
ก่อนไปขอฝากหน่อยค้าบ ตอนนี้ TrendTech เรามีกลุ่มแล้วนะครับ เป็นกลุ่มที่เราจะแชร์ความรู้ IT หรือ AI ทุกรูปแบบ รวมไปถึงแชร์วิธีกระโดดมาทำงานสาย IT ด้วย ใครสนใจก็สามารถเข้ากลุ่มได้เลยครับผม

ที่มา
https://www.facebook.com/groups/1429602182250879

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Dan Martell นักธุรกิจ, โค้ช, และครีเอเตอร์ช่อง Dan Martell มีโอกาสได้ลองใช้เครื่องมือ AI ในการทำงานจริงมากกว่า 500 ตัว

Dan Martell นักธุรกิจ, โค้ช, และครีเอเตอร์ช่อง Dan Martell มีโอกาสได้ลองใช้เครื่องมือ AI ในการทำงานจริงมากกว่า 500 ตัว 
และนี่คือ 20 ตัวที่เขาใช้แล้วพบว่า ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น ลดค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ เพิ่มยอดขาย หรือเพิ่มกำไร (จากต้นทุนโดยรวมที่ลดลง) และบางตัวเขานำไปขายบริการต่อได้อีกด้วย เช่น บริการทำคอนเทนต์ และบริการทำ Lead บนเว็บไซต์ เป็นต้น

ใครมี AI ตัวไหนใช้ดีที่ไม่ได้อยู่ในลิสต์นี้ สามารถพิมพ์คอมเมนต์แนะนำกันได้ครับ 🙂 

1/20 11 Labs: 

AI Speech Generation เสียงพากย์แสดงอารมณ์สมจริง ปรับลูกเล่นน้ำเสียงได้รายคำ เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธ ฯลฯ รองรับภาษาไทยและโคลนเสียงได้แนบเนียน พร้อมฟีเจอร์สร้างดนตรีและซาวด์เอฟเฟกต์ครบวงจร

2/20 Alli AI (HireAlli): 

AI Data Tracker ระบุตัวตนผู้เข้าชมเว็บไซต์จนรู้ชื่อและอีเมลจากประวัติออนไลน์ เพื่อใช้ทำ Re-targeting ทันทีแม้ไม่ได้กรอกข้อมูล ปัจจุบันจำกัดการใช้งานในสหรัฐฯ เนื่องจากกฎหมายความเป็นส่วนตัว

3/20 Buddy Pro: 

AI Knowledge Cloning เปลี่ยนความเชี่ยวชาญเป็น "ฝาแฝดดิจิทัล" ที่เรียนรู้จากเจ้าของโดยตรง เพื่อทำหน้าที่ที่ปรึกษาแทนคนตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยให้ธุรกิจรองรับลูกค้าจำนวนมากได้โดยรักษามาตรฐานระดับพรีเมียม

4/20 Chat Aid: 

AI Internal Support Agent บริหารความรู้ผ่าน Slack โดยดึงข้อมูลเอกสารบริษัทมาตอบคำถามพนักงานอย่างแม่นยำ ลดภาระฝ่าย HR และทีมบริหาร พร้อมสร้างวัฒนธรรมการเข้าถึงข้อมูลที่สะดวกและรวดเร็ว

5/20 ChatGPT: 

AI General Intelligence ทรงพลังผ่าน Custom GPT ที่ปรับจูนตามงานเฉพาะทาง ตั้งแต่กลยุทธ์ธุรกิจจนถึงเขียนโปรแกรม เป็นศูนย์กลางจัดการกระบวนการคิดซับซ้อนให้ง่ายด้วยระบบประมวลผลภาษาแม่นยำระดับโลก

6/20 Claude: 

AI Copywriting Specialist โดดเด่นด้านภาษาที่เป็นธรรมชาติและมีรสนิยม ทั้งการร่างอีเมลขายและบทความยาวที่สอดคล้องกับแบรนด์ พร้อมประมวลผลข้อมูลมหาศาลเพื่อสร้างแคมเปญการตลาดที่เพิ่ม Conversion ได้อย่างยอดเยี่ยม

7/20 Descript: 

AI Video & Audio Editor ตัดต่อด้วยระบบ Text-based แก้ไขง่ายเหมือนลบข้อความ พร้อมฟีเจอร์ Studio Sound อัปเกรดเสียงและลบจังหวะ เอิ่ม อ่า และเดดแอร์ อัตโนมัติ ช่วยสร้างสรรค์งานพอดแคสต์และวิดีโอคุณภาพสูงในเวลาอันรวดเร็ว

8/20 Frank AI: 

AI Financial Analyst ที่ปรึกษาการเงินเสมือน วิเคราะห์ธุรกรรมและกระแสเงินสดอัตโนมัติ ช่วยให้เจ้าของเห็นสุขภาพการเงินจริง พร้อมรับคำแนะนำบริหารความเสี่ยงและเพิ่มผลกำไรโดยไม่ต้องพึ่งพานักบัญชีตลอดเวลา

9/20 Gamma: 

AI Presentation Designer เปลี่ยนข้อมูลดิบเป็นสไลด์สวยงามในคลิกเดียวด้วยระบบ Layout อัจฉริยะ ช่วยลดเวลาออกแบบลง 90% แต่ยังคงความเป็นมืออาชีพ เหมาะสำหรับการสร้างข้อเสนอขายที่ต้องการสร้างความประทับใจ

10/20 Hero Finance: 

AI Cash Flow Manager ติดตามสถานะการเงินรายวันผ่านแดชบอร์ด Real-time พร้อมแจ้งเตือนความเสี่ยงสภาพคล่อง ช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องตัดสินใจในความมืด และวางแผนการเติบโตได้อย่างมั่นคงด้วยตัวเลขที่ชัดเจน

11/20 Lovable: 

AI No-Code App Development สร้างแอปพลิเคชันจากภาษาธรรมชาติ เปลี่ยนคำสั่งเสียงหรือข้อความเป็นแอปใช้งานจริงอย่างรวดเร็ว ช่วยให้การสร้าง MVP ทำได้ง่ายเพียงสั่งงาน เป็นทางลัดสู่นักพัฒนายุคใหม่โดยไม่ต้องเขียนโค้ด

12/20 MAKE: 

AI Workflow Automation เปรียบเสมือน ‘กาว’ เชื่อมต่อแอปนับร้อยพันเข้าด้วยกันโดยไม่ต้องใช้โค้ด ออกแบบระบบอัตโนมัติผ่านอินเทอร์เฟซแบบภาพ ช่วยเปลี่ยนงานซ้ำซากเป็นระบบอัตโนมัติ 100% เพื่อสเกลธุรกิจอย่างไร้ขีดจำกัด

13/20 Manus AI: 

AI Autonomous Agent ทำงานซับซ้อนได้เอง ท่องเว็บเพื่อวิจัยข้อมูล พร้อมสกัดข้อมูลติดต่อมาจัดระเบียบให้พร้อมใช้งาน ช่วยให้คุณประหยัดเวลาและสเกลงานขายเชิงรุกได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องคอยกำกับทุกขั้นตอน

14/20 Membership IO: 

AI Community Platform เปลี่ยนการจัดการชุมชนเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ โดดเด่นด้วยระบบค้นหาภายในอัจฉริยะ ช่วยสมาชิกเข้าถึงคลังเนื้อหาย้อนหลังได้ทันที เพิ่มมูลค่าให้ครีเอเตอร์และโค้ชออนไลน์เพื่อสร้างรายได้ยั่งยืน

15/20 Precision: 

AI Business Intelligence เปลี่ยนตัวเลขซับซ้อนเป็นแผนปฏิบัติการเฉียบคม วิเคราะห์ KPI พร้อมให้คำแนะนำเพื่อเพิ่มกำไรสูงสุด ช่วยมองเห็นจุดคอขวดและโอกาสที่ซ่อนอยู่ผ่านการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่อย่างแม่นยำ

16/20 Revio: 

AI Social CRM รวมการจัดการลูกค้าทุกโซเชียลไว้ที่เดียว ติดตามข้อความและคอมเมนต์เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสขาย ช่วยเปลี่ยนผู้ติดตามเป็น Lead อย่างมีระบบ พร้อมวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อเพิ่มยอดขายในระยะยาว

17/20 Revly: 

AI Payment Recovery กู้คืนรายได้จากธุรกรรมล้มเหลวอัตโนมัติ ด้วยระบบติดตามที่วิเคราะห์จังหวะแจ้งเตือนลูกค้าได้แม่นยำ ช่วยให้ธุรกิจได้รับเงินโดยไม่ต้องใช้พนักงานตามทวง เป็นเครื่องมือเพิ่มกำไรที่เห็นผลชัดเจน

18/20 Social Sweep: 

AI Contextual Networking ยกระดับการเชื่อมโยงธุรกิจผ่านข้อมูลโซเชียล สร้าง "Context Engine" แนะนำบทสนทนาและจุดเชื่อมโยงที่น่าสนใจในการติดต่อคนใหม่ๆ ช่วยให้การทำ Outreach ดูเป็นธรรมชาติและเพิ่มโอกาสสำเร็จสูง

19/20 Trainual: 

AI Operations Architect เปลี่ยนกระบวนการทำงานที่กระจัดกระจายให้เป็นระบบระเบียบมาตรฐาน (SOP) แปลงวิดีโอหรือบันทึกประชุมเป็นคู่มือที่เข้าใจง่าย ช่วยให้ธุรกิจสร้างคัมภีร์ที่ขยายตัวได้จริงโดยไม่ต้องพึ่งพาตัวบุคคล

20/20 Your Atlas: 

AI Voice Concierge ตัวแทนเสียงอัจฉริยะรับสายลูกค้าและนัดหมายแทนคนตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเชื่อมต่อปฏิทินทันที เหมาะสำหรับธุรกิจบริการท้องถิ่นที่ต้องการความเป็นมืออาชีพและไม่ต้องการพลาดทุกสายสำคัญ

+++++

CEO Channels มีคอร์ส AI Basic เรียนฟรี ลงทะเบียนเรียนที่นี่ครับ > https://m.me/ceochannels?ref=w50441510

ความลับอยู่ที่เทคนิคการขายแยบยลที่พวกเขาใช้ จนคุณแทบไม่รู้ตัวว่าถูกขายไปแล้ว วันนี้ผมจะมาเปิดโปงเทคนิคลับ 10 ข้อเหล่านั้นให้คุณฟัง .

 คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนถึงขายของเก่งนัก ? ทั้งที่สินค้าก็ธรรมดาๆ ราคาก็ไม่ได้ถูกกว่าใคร แต่ลูกค้ากลับยอมควักกระเป๋าซื้อซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

.


ความลับอยู่ที่เทคนิคการขายแยบยลที่พวกเขาใช้ จนคุณแทบไม่รู้ตัวว่าถูกขายไปแล้ว วันนี้ผมจะมาเปิดโปงเทคนิคลับ 10 ข้อเหล่านั้นให้คุณฟัง

.

[1/10] จิตวิทยาที่ 1 เรียกว่า "การควบคุมการรับรู้" 

.   

คือการทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนควบคุมสถานการณ์ ทั้งที่จริงๆ แล้วคนขายต่างหากที่กุมบังเหียนอยู่

.

แทนที่จะพูดว่า "ผมจะเริ่มนำเสนอสินค้านะครับ" ลองเปลี่ยนเป็น "คุณรังเกียจไหมถ้าผมจะเริ่มนำเสนอสินค้า?" 

.

แค่นี้ลูกค้าก็จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนตัดสินใจแล้ว

.

[2/10] จิตวิทยาที่ 2 เรียกว่า "การสะท้อน" 

.  

คือการเลียนแบบภาษากาย น้ำเสียง คำพูด แม้กระทั่งการแต่งตัวของลูกค้า

.

ทำไมต้องทำแบบนั้น? ก็เพราะคนเรามักจะไว้ใจคนที่เหมือนตัวเองไงล่ะ 

.

ลองคิดดู ถ้าคุณเจอคนแปลกหน้าที่พูดจา ท่าทาง การแต่งตัวคล้ายๆ คุณ คุณจะรู้สึกสนิทใจกับเขามากกว่าคนที่ดูแตกต่างจากคุณโดยสิ้นเชิงใช่ไหม?

.

แต่ระวังอย่าเลียนแบบจนเยอะเกินไปล่ะ ไม่งั้นคุณจะกลายเป็นตัวตลก

.

[3/10] จิตวิทยาที่ 3 เรียกว่า “ใช้เรื่องเล่า”

.

คือ แทนที่จะบอกว่า สินค้าของคุณดียังไง ให้เปลี่ยนมันเป็นรูปแบบของเรื่องเล่า (ที่อาจจะแต่งขึ้นมาเอง)

.

ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า ธุรกิจสายมู จะใช้จิตวิทยาข้อนี้เก่งมาก

.

เขาจะไม่บอกคุณหรอกว่า สินค้าตัวนี้ดียังไง 

.

แต่เขาจะบอกว่า ลูกค้าของเขาก่อนหน้านี้ ซื้อไปใช้แล้วเป็นยังไง 

.

เช่น ใช้แล้วปิดดีลใหญ่ได้ภายใน 3 วัน ซื้อสิ่งนี้ไปบูชาแค่ 5 วัน ก็ได้นักธุรกิจฝรั่งที่รวยมากเป็นแฟนทันที


[4/10] จิตวิทยาที่ 4 เรียกว่า "การใช้ความเจ็บปวด" 

.  

ฟังดูโหดร้าย แต่เชื่อเถอะ มันได้ผลมาก

.

เทคนิคนี้ คือ การค้นหาความเจ็บปวดของลูกค้า แล้วขยายมันให้ใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน !!

.

เพราะถ้าไม่มีความเจ็บปวด ก็ไม่มีแรงกระตุ้นให้ซื้อ

.

ลองนึกภาพว่าคุณกำลังขายเครื่องกรองน้ำ แทนที่จะพูดว่า "เครื่องกรองน้ำของเรามีระบบกรอง 5 ขั้นตอน" 

.

ลองเปลี่ยนเป็น: "คุณเคยสังเกตไหมครับว่าน้ำประปาบ้านเรามีกลิ่นคลอรีน ? คุณกังวลบ้างไหมว่าการดื่มน้ำที่มีสารเจือปนเป็นประจำ อาจส่งผลต่อสุขภาพของคนในครอบครัวในระยะยาว?"

.

เห็นไหมล่ะ แค่นี้ลูกค้าก็เริ่มคิดถึงปัญหาที่เขาเผชิญอยู่แล้ว

.

[5/10] จิตวิทยาที่ 5 เรียกว่า "การทอดสมอ" 

.  

คือการตั้งราคาสูงๆ ไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ลดลงมา

.

ยกตัวอย่าง ถ้าคุณอยากขายบริการในราคา 7,000 บาท ลองบอกลูกค้าว่า "ปกติเราคิด 12,000 บาท แต่ถ้าตัดสินใจวันนี้ ลดเหลือ 10,000 บาท"

.

พอลูกค้าขอต่อราคา คุณก็ค่อยๆ ลดลงมาเป็น 8,000 บาท แล้วสุดท้ายก็จบที่ 7,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่คุณตั้งใจไว้แต่แรก

.

เทคนิคนี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้ราคาพิเศษ ทั้งที่จริงๆ แล้วคุณก็ได้ราคาที่คุณต้องการนั่นเอง

.

[6/10] จิตวิทยาที่ 6 เรียกว่า "การสร้างความขาดแคลน" 

.  

คือทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้ามีจำกัด หรือมีเวลาจำกัดในการตัดสินใจ

.

เช่น บอกว่า "มีสินค้าเหลือแค่ 5 ชิ้นสุดท้าย" หรือ "โปรโมชั่นนี้หมดเขตวันนี้เท่านั้น" 

.

ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าต้องรีบตัดสินใจ ไม่งั้นจะพลาดโอกาส

.

[7/10] จิตวิทยาที่ 7 เรียกว่า "พูดออกมาตรงๆ" 

.  

คือ พูดถึงความรู้สึกหรือข้อสงสัยที่คุณมีต่อลูกค้าออกมาตรงๆ

.

เช่น ถ้าคุณรู้สึกว่าลูกค้ากำลังลังเล ลองพูดว่า "ผมรู้สึกว่าคุณอาจจะยังไม่แน่ใจ มีอะไรที่คุณกังวลอยู่หรือเปล่าครับ?" 

.

การทำแบบนี้จะช่วยสร้างความไว้วางใจและเปิดโอกาสให้คุณได้แก้ข้อสงสัยของลูกค้า

.

[8/10] จิตวิทยาที่ 8 เรียกว่า "การใช้ความขัดแย้ง" 

.  

คือการทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่ลูกค้าคาดหวัง

.

เช่น ถ้าลูกค้าบอกว่าพร้อมจะซื้อแล้ว แทนที่จะรีบปิดการขาย ลองพูดว่า "ผมอยากให้แน่ใจว่านี่เป็นสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ นะครับ เพราะผมไม่อยากให้คุณต้องเสียใจภายหลัง"

.

วิธีนี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุณจริงใจ และอาจทำให้เขายืนยันการตัดสินใจซื้อด้วยตัวเอง

.

[9/10] จิตวิทยาที่ 9 เรียกว่า "การใช้การคิดลบ" 

.  

คือการคิดในแง่ลบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในแง่บวก

.

เช่น แทนที่จะพยายามขายให้ได้ ลองบอกลูกค้าว่า "ผมว่าสินค้านี้อาจจะไม่เหมาะกับคุณนะครับ" 

.

บางทีลูกค้าอาจจะแย้งกลับมาว่า "ไม่ๆ ผมว่ามันเหมาะกับผมนะ" แล้วตัดสินใจซื้อเอง

.

[10/10] จิตวิทยาที่ 10 เรียกว่า "การทำให้ลูกค้าขายตัวเอง" 

.   

คือ การตั้งคำถามที่ทำให้ลูกค้าต้องพูดเหตุผลที่ควรซื้อออกมาเอง

.

เช่น "ถ้าคุณได้ใช้เครื่องดูดฝุ่นรุ่นนี้ที่บ้าน คุณคิดว่าชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างครับ ?"

.

จากนั้น ให้เวลาลูกค้าคิดและตอบ คุณอาจได้ยินคำตอบแบบนี้:

.

"คือว่า... ผมคิดว่าบ้านผมจะสะอาดขึ้นมากเลยนะ ปกติผมต้องใช้เวลาทำความสะอาดเป็นชั่วโมงทุกสัปดาห์ แต่ถ้ามีเครื่องนี้ ผมคงใช้เวลาแค่ 15-20 นาทีก็พอ"

.

"อืม... ภรรยาผมแพ้ฝุ่นด้วย ถ้าบ้านสะอาดขึ้น เธอคงหายใจได้สะดวกขึ้นเยอะเลย"

.

"แล้วก็... เครื่องนี้ดูใช้ง่ายดีนะ ลูกๆ ผมน่าจะช่วยทำความสะอาดบ้านได้ด้วย"

.

เห็นไหมครับ? ตอนนี้ลูกค้ากำลังขายสินค้าให้ตัวเองแล้ว! พวกเขากำลังเห็นภาพประโยชน์ที่จะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดเวลา สุขภาพที่ดีขึ้นของคนในครอบครัว และการแบ่งเบาภาระงานบ้าน

.

เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้าตอบกลับมา ก็เท่ากับว่าลูกค้าปิดการขายตัวเองเรียบร้อยแล้ว

.

.

ทั้งหมดนี้ คือ 10 จิตวิทยาการขายสุดแยบยล ที่คนขายเก่งๆ เขาใช้กัน 

.

ซึ่งถ้าคุณอยากจะเอา 10 จิตวิทยานี้ ไปใส่ใน Content ให้มันไปขายแทนคุณ

.

ผมแนะนำให้ลงเรียนคอร์ส H.S.O Content Template 

.

เพราะหากคุณขายด้วยตัวเอง ก็เหมือนคุณเป็น Salesman คนเดียว

.

แต่ถ้าคุณเอามันไปทำเป็น 10 Content ก็เหมือนคุณมี Salesman 10 คน 

.

ที่ช่วยขายให้คุณทั้งยามตื่น และ ยามนอนหลับ

.

ที่สำคัญ คือ ผมยังแถม AI Prompt ให้คุณสามารถผลิตโพสต์ขายด้วยจิตวิทยาตามสูตร H.S.O หรือ Hook → Story → Offer แบบอัตโนมัติ ได้อย่างรวดเร็ว และ ผลิตได้จำนวนมากมายมหาศาล

.

ลองจินตนาการดูครับว่า ถ้าคุณมี Salesman 10 คน ไปหาเงินให้คุณทุกวัน เสียงเงินเด้งเข้าบัญชีมันคงไพเราะสุดๆ 

.

ถ้าไม่เชื่อ เดี๋ยวผมเอาหลักฐานคนที่ใช้สูตรนี้ ปักไว้ใต้ Comment 

.

ปกติหลักสูตรนี้ อยู่ที่ 1,990 บาท 

.

สำหรับคนที่เห็นโพสต์นี้ 10 คนแรก

.

ผมให้ราคาพิเศษ เหลือเพียง 990 บาท เท่านั้น

.

✅ แถมฟรี !! AI Prompt Template สำเร็จรูป แค่โยนไฟล์ใส่ AI ก็ผลิตคอนเทนต์ และ โพสต์ขายป้ายยาได้ อัตโนมัติ

.

เรียนออนไลน์ บนแอป Shortcut เรียนซ้ำตลอดชีพ ไม่มีวันหมดอายุ

.

ลงทะเบียนง่ายๆ เพียงกดลิงก์ข้างล่างนี้ 

.

แล้วรับสูตรคอนเทนต์ ผลิตเงิน 24 ชั่วโมง ไปได้เลย !!

.

.

https://m.me/432860907260347?ref=askproduct_16777246

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

โปรเจกต์ AI ที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงที่สุดในตอนนี้

OpenClaw หรือที่กลุ่มคนไทยเรียกกันน่ารักๆ ว่า "น้องกุ้ง" (ล้อจากชื่อ Claw ที่แปลว่าก้ามหนีบ) คือโปรเจกต์ AI ที่กำลังเป็นกระแสร้อนแรงที่สุดในตอนนี้ครับ 
ถ้าให้สรุปแบบ "ต้องรู้" เพื่อให้ทันเหตุการณ์ล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2026 มีประเด็นสำคัญดังนี้ครับ

-------------

1. OpenClaw คืออะไร? 
(ทำไมถึงเรียก "น้องกุ้ง")

มันไม่ใช่แค่แชตบอตเหมือน ChatGPT แต่เป็น "AI Agent" หรือตัวแทนอัจฉริยะครับ

เป็น "ร่าง" ให้ AI: ถ้า ChatGPT คือ "สมอง" OpenClaw ก็คือ "ร่างกาย" ที่สามารถหยิบจับเครื่องมือบนคอมพิวเตอร์ของคุณได้จริง เช่น ส่งอีเมล, จัดตารางนัดหมาย, หรือแม้แต่สั่งจองตั๋วเครื่องบินแทนคุณ

Self-Hosted: จุดเด่นคือคุณรันมันบนเครื่องตัวเองได้ ควบคุมข้อมูลส่วนตัวได้ 100% ไม่ต้องส่งข้อมูลไปเก็บที่ Server ใคร

ชื่อเรียก: เดิมทีมันชื่อ Clawdbot (ล้อชื่อ Claude ของ Anthropic) แล้วเปลี่ยนเป็น Moltbot (บอตลอกคราบ) จนมาจบที่ OpenClaw ซึ่งโลโก้เป็นรูปก้าม/กุ้ง ทำให้คนไทยเรียกว่า "น้องกุ้ง" ครับ

-------------

2. เกิดอะไรขึ้นล่าสุด? 
(ทำไม OpenAI ถึงต้อง "ซื้อ")

เมื่อวันที่ 14-16 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา Sam Altman (CEO ของ OpenAI) ได้ประกาศดึงตัว Peter Steinberger ผู้สร้าง OpenClaw เข้าทำงานที่ OpenAI อย่างเป็นทางการครับ

ไม่ใช่การซื้อบริษัทแบบเดิม: เป็นลักษณะ "Acqui-hire" คือการซื้อตัวคนเก่งมา (พร้อมคอนเซปต์โปรเจกต์) โดย OpenAI ต้องการให้ Peter มานำทีมสร้าง "Next-gen Personal Agents" * OpenClaw จะเป็นอย่างไรต่อ?: Peter ยืนยันว่า OpenClaw จะย้ายไปอยู่ภายใต้ Foundation (มูลนิธิ) เพื่อให้ยังคงเป็น Open-Source ต่อไป โดยมี OpenAI เป็นสปอนเซอร์หลักครับ

-------------

3. ทำไมมันถึงดังขนาดนี้?

ความเร็วระดับตำนาน: โปรเจกต์นี้โตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ GitHub (มีคนกด Star เกือบ 200,000 ดวงในเวลาสั้นๆ)

MoltBook: มีช่วงหนึ่งที่ AI ของ OpenClaw เข้าไปเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่สร้างขึ้นมาเพื่อบอตโดยเฉพาะ จนเกิด "ลัทธิ" และวัฒนธรรมแปลกๆ ที่ AI สร้างขึ้นเอง ทำให้คนทั่วโลกทึ่งในความฉลาด

ความง่าย: มันเปลี่ยน AI ให้เป็น "เลขาส่วนตัว" ที่ทำงานผ่านแอปที่เราใช้ประจำอย่าง WhatsApp, Telegram หรือ Discord ได้เลย

-------------

4. สรุปความต่าง: 
OpenClaw vs. n8n

หลาย ๆ คนน่าจะสนใจด้าน n8n อยู่แล้ว ผมขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด ๆ ครับ ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง :

n8n: เน้น Workflow Automation (เราต้องวางแผนให้มัน 1-2-3-4) เสถียรและแม่นยำสูง

OpenClaw: เน้น Agentic AI (เราบอกเป้าหมาย แล้ว AI ไป "คิด" และ "หาวิธีทำ" เอง) มีความเป็นอิสระและยืดหยุ่นกว่ามาก แต่อาจจะควบคุมได้ยากกว่าในบางครั้ง

-------------

การที่ OpenAI คว้าตัวคนสร้าง OpenClaw ไป แปลว่าเทรนด์ของปี 2026 จะไม่ใช่แค่การ "แชตถามตอบ" อีกต่อไป แต่จะเป็นปีของ "AI ที่ลงมือทำงานแทนเราได้จริง" ครับ

ใครที่ไม่อยากตกเทรนด์นี้ 
รีบศึกษากันก่อนได้เลย
เดี๋ยวทีมงานจะมีคู่มือทำมาแจกฟรี
ใครสนใจ ปักหมุดรอไว้ได้เลยครับ

#AIทำอะไรได้บ้าง

Prompt ตัวเด็ด ที่จะเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นติวเตอร์ AI ส่วนตัว

ใครเคยเป็นแบบนี้บ้าง?
* ดู YouTube เพื่อเรียนรู้อะไรบางอย่าง แต่ต้องเสียเวลานั่งเลือกคลิป
* เจอแต่คอนเทนต์ที่ไม่เรียงลำดับ, ไม่มีพื้นฐาน หรือยากเกินไป
* อ่านเองก็ไม่เข้าใจ, ไม่มีคนอธิบายให้เห็นภาพ

คุณไม่ได้เรียนช้า…
คุณแค่ไม่มีระบบการสอนที่เข้าใจคุณจริง ๆ

วันนี้อาจารย์มี Prompt ตัวเด็ด ที่จะเปลี่ยน AI ให้กลายเป็น

ติวเตอร์ AI ส่วนตัว ที่…

✅ ถามคุณก่อนว่าคุณรู้อะไรแล้วบ้าง
✅ วางแผนการเรียนให้เป็นขั้นเป็นตอน
✅ อธิบายด้วยภาพง่าย ๆ + ตัวอย่างจริง
✅ มีคำถาม Socratic ช่วยให้คิด ไม่ใช่แค่จำ
✅ ทบทวนด้วย Spaced Repetition จำได้นาน
✅ สรุปให้หลังจบทุกบท พร้อม Quiz ทบทวน
✅ ปิดท้ายด้วย Challenge ใช้ได้จริงภายใน 7 วัน

#CopyPrompt 

ด้านล่างนี้ ไปใส่ใน AI ทุกตัว (ChatGPT/Gemini/Claude)👇
แล้วคุณจะเริ่มเรียนอะไรใหม่ ๆ ได้แบบเข้าใจเร็วขึ้น 10 เท่า

```
Act as an expert tutor using proven learning science. Help me master any topic through interactive, personalized teaching. Here's your process:
1. Ask me what topic I want to learn and my current skill level (beginner/intermediate/advanced).
2. Create a structured learning path with clear milestones, starting from fundamentals and progressing to advanced concepts.
3. For each lesson:
• Explain using simple analogies and real-world examples  
• Use Socratic questions to make me THINK (don't just give answers)  
• Give me one short practice exercise to apply what I learned  
• Use active recall - quiz me BEFORE explaining (this builds memory)  
• Ask if I'm ready to continue or need more examples  
• If stuck, break it down into smaller steps with hints  
4. Apply spaced repetition: Review previous concepts at optimal intervals to lock them into long-term memory.  
5. After each major section, give me a quick quiz and a one-page summary I can review later.  
6. End with a final challenge that combines everything I learned.  
7. Show me how to apply this knowledge to a real project or goal within 7 days.
```

---

🎯 เหมาะกับคนที่…

* อยากเรียนรู้แบบเร็ว เข้าใจไว
* ไม่มีเวลานั่งดูคลิปเยอะ ๆ
* อยากได้แผนการเรียนส่วนตัว
* เรียนเพื่อใช้งานจริง ไม่ใช่แค่จำท่อง

ลองเลย แล้วคุณจะไม่กลับไปเรียนแบบเดิมอีก 😎

✅ เคล็ดลับเพิ่ม:

→ เรียนเรื่องไหนก็ได้ แค่บอก ChatGPT ว่าคุณอยู่ระดับไหน
→ ให้มันวางแผนสอนเป็นขั้นตอนจากพื้นฐานถึงขั้นสูง
→ ขออธิบายด้วยตัวอย่างง่าย ๆ + แบบฝึก + Quiz
→ ใช้ระบบ Spaced Repetition ทบทวนให้จำยาว
→ จบแต่ละบท ขอสรุปแบบ One-page Review ได้เลย

🚀 Start Now:

อยากเรียนให้เข้าใจไวขึ้นวันนี้ เริ่มเลยตามนี้:

1. เปิด AI (ChatGPT/Gemini/Claude)
2. วาง Prompt ที่ได้จากโพสต์
3. ตอบว่าอยากเรียนอะไร + อยู่ระดับไหน
4. ให้มันสร้างเส้นทางการเรียนให้
5. เรียนวันละบท, ทำแบบฝึกหัด, Quiz, ทบทวน
6. ภายใน 7 วัน, คุณจะเอาความรู้ไปใช้กับโปรเจกต์จริงได้เลย

ถ้าอยากได้สิ่งที่ไม่เคยได้ต้องทำสิ่งที่ไม่เคยทำ​

ถ้าอยากได้สิ่งที่ไม่เคยได้ ต้องทำสิ่งที่ไม่เคยทำ ~~~~~~~~ 1. อยู่ที่เดิม ผลลัพธ์ก็เดิม ไม่ได้ผิดอะไร แค่ไม่ใช่ทางไปที่ใหม่เท่านั...