วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569

mindsetใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา

mindset
ใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา
1. ความคิดกำหนดชีวิต
สิ่งที่แบ่งคนสำเร็จกับคนที่ไม่สำเร็จไม่ใช่ความฉลาด
หรือโชค แต่คือ Mindset ที่มีต่อตัวเอง

2. Fixed Mindset คืออะไร
คือความเชื่อว่าความสามารถเป็นสิ่งที่ติดตัว
มาแต่เกิด เก่งก็เก่ง ไม่เก่งก็ไม่เก่ง เปลี่ยนไม่ได้

3. Growth Mindset คืออะไร
คือความเชื่อว่าความสามารถพัฒนาได้
ผ่านความพยายามและการเรียนรู้ ไม่มีอะไรตายตัว

4. คนฉลาดที่ล้มเหลวบ่อย
คนที่เชื่อว่าตัวเองเก่งอยู่แล้วมักหลีกเลี่ยง
สิ่งที่ท้าทาย เพราะกลัวพิสูจน์ว่าตัวเองไม่เก่งจริง

5. ความกลัวที่ซ่อนอยู่
คนที่มี Fixed Mindset กลัวความล้มเหลว
มากจนไม่กล้าลงมือทำอะไรใหม่เลย

6. คำชมที่ทำร้ายเด็ก
งานวิจัยพบว่าการชมเด็กว่าฉลาดทำให้เด็กกลัวความล้มเหลวมากขึ้น เพราะอยากรักษาภาพว่าฉลาดไว้

7. คำชมที่ควรให้จริง
ควรชมที่ความพยายามและกระบวนการไม่ใช่ชม
ที่ผลลัพธ์หรือความฉลาด เด็กจะกล้าลองมากขึ้น

8. มองความล้มเหลวต่างกัน
คนที่มี Fixed Mindset มองความล้มเหลวว่าคือตัวตน
ส่วนคนที่มี Growth Mindset มองว่าคือบทเรียน

9. ตัวอย่างจากนักกีฬา
นักกีฬาระดับโลกหลายคนไม่ได้เก่งที่สุดตั้งแต่เด็ก
แต่ฝึกหนักและพัฒนาตัวเองตลอดเวลาจนเก่งขึ้น

10. ผู้นำสองแบบในองค์กร
ผู้นำ Fixed Mindset มักสร้างภาพตัวเองเป็นอัจฉริยะ
ผู้นำ Growth Mindset มักพัฒนาทีมให้เก่งขึ้นไปด้วยกัน

11. ความรักก็มี Mindset
คนที่มี Fixed Mindset เชื่อว่าความรักที่ดี
ต้องราบรื่นตลอด พอมีปัญหาก็คิดว่าไม่ใช่คนที่ใช่

12. ความสัมพันธ์ที่เติบโตได้
คนที่มี Growth Mindset เชื่อว่าความสัมพันธ์
ต้องใช้ความพยายามร่วมกันถึงจะดีขึ้นได้

13. พลังของคำว่ายัง
แค่เปลี่ยนจากคำว่าทำไม่ได้เป็นยังทำไม่ได้
ก็เปลี่ยน Mindset ทั้งหมดได้แล้ว

14. สมองเปลี่ยนแปลงได้จริง
วิทยาศาสตร์สมองยืนยันว่าสมองสร้างเส้นทางใหม่
ได้ตลอดชีวิตผ่านการฝึกฝนและความพยายาม

15. ความลำบากคือทางลัด
คนที่มี Growth Mindset มองความลำบาก
เป็นโอกาสฝึกฝน ไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลบหนี

16. ความสำเร็จที่ยั่งยืนกว่า
คนที่มี Growth Mindset สำเร็จได้ในระยะยาว
เพราะไม่หยุดพัฒนาตัวเองแม้จะถึงจุดสูงสุดแล้ว

17. ฝึก Mindset แบบเติบโต
เริ่มจากสังเกตความคิดตัวเองตอนเจอปัญหา
แล้วลองตั้งคำถามใหม่ว่าเรื่องนี้สอนอะไรเราได้บ้าง

18. เปลี่ยน Mindset เปลี่ยนชีวิต
Mindset ไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์แต่เป็นทักษะที่ฝึกได้
และเป็นจุดเริ่มต้นของทุกความสำเร็จ

#ความคิดเปลี่ยนชีวิต #Mindset #พัฒนาตัวเอง
#

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569

“ยิ่งยาก”นั่นแหละ“ยิ่งดี”

“ยิ่งยาก”นั่นแหละ“ยิ่งดี”

1. งานง่ายแทบไม่เหลืออะไรให้จำ
ทำเสร็จแล้วก็ลืม เพราะมันไม่ได้
บีบให้สมองทำงานหนักจริงๆ

2. ทางตันบังคับให้คิดแบบใหม่
พอทางเดิมใช้ไม่ได้สมอง
จะเริ่มงัดวิธีที่ไม่เคยลองมาก่อน

3. ของง่ายมีคนแย่งเต็มไปหมด
แต่พอเริ่มยาก คนส่วนใหญ่ถอยไปเอง
เหลือแค่คนที่ทนได้จริง

4. ความมั่นใจจริงมาจากของยาก
ไม่ใช่จากคำชม แต่จากตอน
ที่เราพิสูจน์ให้ตัวเองเห็นว่าทำได้

5. บางทีเราเก่งกว่าที่คิดไว้มาก
แค่ยังไม่ถูกสถานการณ์บีบให้ได้
ลองใช้ศักยภาพนั้นเท่านั้นเอง

6. สิ่งที่ฝึกมาตอนยากไม่หายไปไหน
มันติดตัวเราไปตลอด ต่างจากของที่ได้มาแบบง่ายๆ

7. ทางลัดมักพาไปได้แค่ครึ่งทาง
ส่วนทางที่ต้องบุกป่าฝ่าหนาม
มักพาไปได้ไกลกว่าที่คิด

8. คนที่เคยล้มแล้วลุกไม่ตกใจง่าย
เจอเรื่องใหม่มาก็นิ่งกว่าคน
ที่ไม่เคยผ่านอะไรหนักๆมาก่อน

9. ตอนลำบากแหละที่รู้ว่าใครจริง
คนที่ยังอยู่ข้างๆตอนเราแย่ที่สุด
คือคนที่ควรเก็บไว้นานๆ

10. ความภูมิใจมาจากของที่เหนื่อยกว่า
ได้มาง่ายเกินไปบางทีก็แค่ผ่านมา
แล้วผ่านไปไม่รู้สึกอะไร

11. ผลลัพธ์ที่มาช้าไม่ได้แปลว่าผิด
มันแค่ต้องการเวลามากกว่า
ที่เราคาดไว้ตอนแรกเท่านั้น

12. ไม่มีใครเก่งแบบโดดมาเลย
ทุกคนที่ดูเก่งวันนี้ก็เคยงมอยู่
กับความยากมานานเหมือนกัน

13. ผ่านมันมาวันนี้ครั้งต่อไปจะง่ายขึ้น
เพราะเรามีของในมือเพิ่มขึ้น
ทุกครั้งที่ฝ่าด่านยากๆมาได้

14. อยู่ในที่สบายนานไปก็แค่หยุดอยู่ที่เดิม
ไม่มีใครโตขึ้นได้จากการไม่ขยับไปไหนเลย

15. เลือกความยากเองรู้สึกต่างจากถูกบีบ
พลังที่ได้จากการท้าทายตัวเองมันคนละแบบ
กับถูกบังคับจริงๆ

16. คนตั้งใจจริงอยู่ได้จนจบ
ส่วนคนที่แค่อยากลองมักหายไปก่อนถึงเส้นชัย

17. ของที่แลกมาด้วยความเหนื่อยมีรสชาติ
ต่างจากของที่ได้มาฟรีๆแบบไม่ต้องออกแรงอะไรเลย

18. ยิ่งรู้สึกยากยิ่งแปลว่ากำลังโต
ความสบายอาจน่าอยู่ แต่ไม่ใช่
ที่ที่อะไรจะเปลี่ยนแปลงได้จริง

#ยิ่งยากยิ่งดี #พัฒนาตัวเอง #mindsetที่ดี
#เติบโตผ่านความยาก #แรงบันดาลใจ


12 ปรัชญา แห่งความสำเร็จ

 12 ปรัชญา แห่งความสำเร็จ

ข้อคิดวิชาชีวิตจากสามก๊ก



Cr: ปราชญ์ตะวันออก Eastern Wisfom

ทำไมเด็กไทยส่วนใหญ่เรียนเฉลี่ยแค่ ม.3 ?

 ทำไมเด็กไทยส่วนใหญ่เรียนเฉลี่ยแค่ ม.3 ? หรือเพียง 9 ปีการศึกษา ปัญหากับดักรายได้ปานกลาง ความจริงที่ทำให้ประเทศไปไม่ถึงไหนในเวทีโลก

.


คนที่กำลังอ่านโพสต์นี้อยู่ คุณเรียนจบชั้นไหน และใช้เวลาเรียนมากี่ปี ? เราโตมากับประเทศที่รัฐบาลบอกกับเราว่า ‘เด็กไทยเรียนฟรี 15 ปี’ แต่มัน ‘ฟรี’ จริง ๆ ไหม ฟรีค่าเทอม ฟรีค่าชุดนักเรียน ฟรีค่าอาหาร เรียนฟรีที่ว่า ดูแลแค่ไหนสำหรับครอบครัวรายได้น้อยถึงยากจนมาก ? 

.

จากการสัมภาษณ์ ดร. ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. ในคลิป ‘จากไทยสู่เวทีนานาชาติ : กสศ. ร่วมถอดรหัสปัญหาเด็กนอกระบบ 273 ล้านคน’ ช่อง BT beartai ทำให้เรามองเห็นปัญหาว่าเพราะอะไรที่ทำให้เด็กไทยไปได้ไม่ไกลเกิน ม.3 ทั้งที่รัฐบาลก็มีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ออกมาตั้งนาน แต่เบื้องหลังของเด็กที่เรียนไม่ถึง 15 ปี และเผลอ ๆ เรียนไม่ถึง 9 ปี มันไม่ใช่เพราะเขาเป็นเด็กเกเร แต่มันมีปัจจัยเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่านั้น และในโพสต์นี้เราจะมาแบไต๋ว่าเพราะอะไรเด็กไทยหลายคนถึงไปไกลได้แค่ ม.3 

.

นโยบายเรียนฟรี 15 ปี : นโยบายที่ไม่ได้ฟรีจริง ? 

.

กระทรวงศึกษาธิการได้จัดนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ เพื่อเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐาน รองรับสภาวะเศรษฐกิจ และลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กยากจนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา โดยช่วยผ่อนเบาภาระการเล่าเรียน ดังนี้ 

.

1. หมวดค่าเล่าเรียน ให้ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลาย/ปวช. เริ่มตั้งแต่ 1,700 - 11,900 บาทต่อปี

.

2. หมวดหนังสือเรียน ให้ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลาย/ปวช. เริ่มตั้งแต่ 200 - 1,000 บาทต่อปี 

.

3. หมวดอุปกรณ์การเรียน ให้ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลาย/ปวช. เริ่มตั้งแต่ 100 - 230 บาทต่อปี 

.

4. หมวดเครื่องแบบนักเรียน ให้ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลาย/ปวช. เริ่มตั้งแต่ 300 - 900 บาทต่อปี

.

5. หมวดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เช่น กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี ให้ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลาย/ปวช. เริ่มตั้งแต่ 215 - 530 บาทต่อปี 

.

ทั้งหมดนี้รัฐบาลออกให้เป็นอัตราค่าใช้จ่ายต่อหัว เรียงตั้งแต่อนุบาล - มัธยมปลาย / ปวช.

จะเห็นว่าหลาย ๆ หมวดแม้ดูเหมือนจะครอบคลุมตั้งแต่ค่าเล่าเรียน ไปจนถึงกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ถือเป็นการ ‘บรรเทาภาระค่าใช้จ่าย 15 ปี แต่ไม่ได้สอดคล้องกับยอดจ่ายจริงของค่าครองชีพ’

.

ถ้าเราไปถามผู้ปกครองที่จ่ายค่าเทอมจริง ๆ แม้ว่าจะเป็นโรงเรียนของรัฐบาล ค่าใช้จ่ายก็ยังบานปลาย โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอมใหญ่ที่เด็ก ๆ ต้องซื้อชุดนักเรียนใหม่ โดยการดูแลของรัฐบาลยังไม่ครอบคลุมไปถึงค่าเดินทาง ค่าอาหารเช้า และอื่น ๆ ยิบย่อยที่มีส่วนสำคัญต่อการส่งเด็ก 1 คนไปโรงเรียน และจากตรงนี้เองหรือเปล่าที่ทำให้เด็กไทยหลักล้านคนหลุดออกจากระบบการศึกษา

.

เพราะความยากจน คนถึงเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา 

.

คลิป ‘แบไต๋ในคลองเตย’ ก่อนหน้านี้ เราเคยพาผู้ชมไปเจอกับเด็ก ๆ ที่ไม่มีทุนทรัพย์ในการไปเรียนหนังสือ หลาย ๆ เคสต้องออกมาอยู่บ้านและทำงานเพื่อหาเงินดำรงชีพ และมองว่าการศึกษาคืออุปสรรคในการทำรายได้มาจุนเจือครอบครัวด้วยซ้ำ ซึ่งจากข้อมูลข้างต้นอย่างนโยบาย ‘เด็กไทยเรียนฟรี’ ก็คงตอบคำถามไปบ้างแล้วว่า เพราะอะไรเขาถึงเลือกไม่ไปโรงเรียน แล้วเอาเวลามาหาเงินใช้เองดีกว่า แต่เพื่อให้เห็นภาพได้ลึกมากขึ้นลองมาดูตัวเลขกันก่อน 

.

รายงานปีการศึกษา 2567 ประเทศไทยมีเด็กอายุ 3-14 ปี (ช่วงที่ต้องเรียนการศึกษาภาคบังคับ) ทั้งหมด 8.5 ล้านคน ในจำนวนนี้จัดอยู่ในกลุ่มที่มีปัญหาเศรษฐกิจรายได้อยู่ใต้เส้นความยากจนเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา จำนวน 3 ล้านคน โดยกลุ่มที่เผชิญภาวะวิกฤตที่สุดและจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่ กสศ. เรียกว่า นักเรียนทุนเสมอภาค หรือกลุ่มยากจนพิเศษ มีอยู่ 1.3 ล้านคน

.

นอกจากนี้ จากข้อมูลรายงานประจำปี 2568 ของ กสศ. พบว่า เด็กกลุ่มยากจนพิเศษ (Extreme poor) มีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนเพียง 1,236 บาทต่อคนต่อเดือน หรือประมาณ 41 บาทต่อวัน คิดเป็นเพียงร้อยละ 40.62 ของเส้นความยากจนประเทศ

.

และเด็กยากจนพิเศษ ถึง 44.43% มีภาระครัวเรือนอาศัยอยู่กับผู้สูงอายุเกินกว่า 60 ปี ภาระอยู่กับคนว่างงานที่ 27.3% และมีภาระคนพิการ/เจ็บป่วยเรื้อรังที่ 12.41% 

.

จากตัวเลขจะเห็นเลยว่าลำพังแค่ใช้ชีวิตก็ลำบากแล้ว ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาที่คิดเป็นสัดส่วน 60-80% ของค่าใช้จ่ายทางการศึกษาทั้งหมดสำหรับครอบครัวกลุ่มนี้ การที่รัฐช่วยสนับสนุนค่าหนังสือหรือเสื้อผ้า จึงไม่เพียงพอที่จะช่วยเด็กให้อยู่ในระบบได้ และนำไปสู่ปัญหาเรียนไม่จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลุดจากระบบการศึกษา

.

วิกฤตทุนมนุษย์ และกับดักรายได้ปานกลางของไทย 

.

ดร. ไกรยส เล่าว่า ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์การศึกษา การที่เด็กหลุดจากระบบการศึกษาและไม่ได้ไปเรียนต่อมันสะท้อนเศรษฐกิจหลายด้าน เพราะสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดในระบบคือ ‘คน’ หรือในภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ‘ทุนมนุษย์’ (Human Capital) ดังนั้นหากคนไม่ได้รับโอกาสพัฒนาตนเองเต็มตามศักยภาพไทยก็จะขาดนักสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ และนำไปสู่การขาดการจ้างงาน และมันก็นำไปสู่ปัญหาใหญ่ที่ว่า เมื่อไม่มีคนทำงาน (ที่มีทักษะ) = ประเทศก็ไม่เติบโตไปสู่ประเทศรายได้สูง และติดกับดัก ‘รายได้ปานกลาง’ ต่อไป 

.

คนอายุ 15 ปีขึ้นไป มีการศึกษากี่ปี ? นี่คือดัชนีการวัดความพร้อมของเด็กที่มีทักษะในการโตไปเป็นแรงงานคุณภาพของประเทศนั้น ๆ โดยจะนับตั้งแต่ชั้น ป.1 ถึง ม.3 ซึ่งตัวเลขที่ดีสำหรับจำนวนปีที่เด็กควรได้รับการศึกษาควรจะเฉลี่ยที่ 12-14 ปี (จบมัธยมปลาย ถึงอุดมศึกษา) แต่เด็กไทยมีการศึกษาเฉลี่ยแค่ 9 ปีกว่า ๆ เท่านั้น หมายความว่าเด็กไทยหลายคน ‘หลุดจากระบบการศึกษาตั้งแต่มัธยมต้น’ อ้างอิงจากข้อมูลมีเด็กและเยาวชนไทยที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ (ป.1-ม.3) อยู่ถึง 387,591 คน

.

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นเสือเศรษฐกิจอย่างสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง เฉลี่ยการเรียนอยู่ที่ 12-14 ปี (จบมัธยมปลาย หรือมหาวิทยาลัย) จึงนำมาสู่ปัญหาที่ว่า ถ้าประเทศไทยเด็กหลุดเป็นล้านและเด็กยังขาดทักษะที่สามารถนำมาใช้ได้ในตลาดแรงงาน อนาคตของประเทศก็จะยังเป็นประเทศด้อยพัฒนา และวนลูปแบบนี้เรื่อย ๆ รัฐบาลอาจจะต้องอัดงบประมาณเรียนฟรี หรือให้ความสำคัญกับการศึกษามากกว่านี้ไหม ? 

.

นี่จึงเป็นเป้าหมายหลักของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ว่า จะทำอย่างไรให้เด็กไทยไปได้ไกลกว่ามัธยมศึกษาปีที่ 3 เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กคนเดียว แต่ยังเป็นเรื่องของปากท้องคนในประเทศด้วย 

.

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราสามารถพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้แล้ว ก็ต้องไปตั้งคำถามกับหลักสูตรการศึกษาพร้อมกันด้วยว่า ‘คุณภาพของการศึกษาของไทย’ ตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน และเพียงพอต่อตลาดแรงงานด้วยหรือเปล่า ซึ่งนี่ก็เป็นอีกประเด็นที่รัฐบาลไทยอาจจะต้องหาทางออก 

.

พออ่านมาถึงตรงนี้ เราจะเห็นภาพที่กว้างขึ้นมาแล้วว่า การติดกับดักรายได้ปานกลางมานานกว่า 30 ปี ไม่ใช่เพราะเราไม่มีงานให้ทำ แต่เพราะเราสูญเสีย ‘ทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพ’ ไปตั้งแต่ในห้องเรียนมัธยมต้นแล้วต่างหาก คุณคิดว่ารัฐบาลควรมีแนวทางอย่างไรในการแก้ไขปัญหานี้ได้บ้าง ? 





.

#BTbeartai #กสศ #EEF #การศึกษาไทย

เข็มทิศชีวิต

 เข็มทิศชีวิต



มารยาท บอกว่า

คุณมาจากที่ไหน

ทัศนคติ บอกว่าคุณ

จะไปได้ไกลแค่ไหน

คำพูด บอกว่าคุณ

เป็นคนแบบไหน"

เครื่องยนต์ไฮบริดทํางานอย่างไร 🚗

เครื่องยนต์ไฮบริดทํางานอย่างไร 🚗
⚡เคยสงสัยไหมว่าเกิดอะไรขึ้นภายใต้ฝากระโปรงของไฮบริด? ทั้งหมดนี้คือการปิดมือที่สมบูรณ์แบบระหว่างก๊าซและไฟฟ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือข้อมูลแยกย่อยของ Energy Flow: พลังงานเชื้อเพลิง: เครื่องยนต์เผาผลาญเชื้อเพลิงจากถังเพื่อสร้างพลังงานกลซึ่งสามารถขับเคลื่อนล้อผ่าน Transaxle ได้โดยตรงหรือหมุนเครื่องกําเนิดไฟฟ้า (MG1) The Brain: The Power Control Unit (PCU) จัดการทุกอย่าง มันตัดสินใจว่าจะดึงพลังงานจากแบตเตอรี่แรงดันสูงหรือเมื่อใดที่จะใช้เครื่องกําเนิดไฟฟ้าเพื่อชาร์จไฟ ไดรฟ์ไฟฟ้า: มอเตอร์ไฟฟ้าใช้พลังงานแบตเตอรี่ที่เก็บไว้เพื่อให้แรงบิดในทันทีกับล้อ ทําให้การล่องเรือเงียบไร้เชื้อเพลิงด้วยความเร็วต่ํา การรีไซเคิลพลังงาน: ระหว่างการเบรกใหม่มอเตอร์ ทําตัวเหมือนเครื่องกําเนิดไฟฟ้า จับภาพพลังงานจลน์ซึ่งไม่เช่นนั้นจะหายไปเป็นความร้อนและส่งกลับไปยังแบตเตอรี่ 🔋เป็นการเต้นที่ซับซ้อนของวิศวกรรมที่ออกแบบมาเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณทั้งสองโลก: MPG ที่เป็นมิตรกับพลังและโลก 🌍💨&

 #Torquecraft #วิถีชีวิตfb #เพื่อการศึกษาเท่านั้น 

ทฤษฎีลาโง่

“ทฤษฎีลาโง่”
1. คนที่กลัวดูโง่ มักไม่กล้าเริ่มอะไรเลย
ความกลัวว่าจะผิดพลาด
กลายเป็นกำแพงที่ขังเราไว้กับที่

2. ลาโง่คือกล้ายอมรับว่ายังไม่รู้
คนที่บอกว่าไม่รู้ได้ คือคนที่พร้อมจะรู้มากขึ้น

3. คนเก่งทุกคนเคยผ่านช่วงที่ดูโง่มาก่อน
แค่เราไม่เห็นวันที่เขาล้ม เห็นแต่วันที่เขายืนได้แล้ว

4. ถามคำถามโง่ๆ ดีกว่าแกล้งรู้ไปทั้งชีวิต
คำถามที่กล้าถาม บางทีเปลี่ยนชีวิต
ได้มากกว่าคำตอบที่ท่องจำ

5. ลาโง่คือการลงทุนที่คุ้มที่สุด
เสียหน้าแป๊บเดียว แต่ได้ความรู้ไปตลอดชีวิต

6. คนที่ดูฉลาดตลอดเวลา อาจแค่ไม่กล้าลอง
เพราะกลัวภาพลักษณ์พัง เลยเลือกอยู่ในที่ที่ปลอดภัย

7. ความผิดพลาดคือค่าเทอมของชีวิต
ไม่มีใครเรียนจบโดยไม่เคยจ่ายค่าเล่าเรียน

8. ลาโง่ไม่ใช่ยอมแพ้ คือยอมเรียน
คนที่ยอมเรียนรู้จากความผิดพลาด
ไปได้ไกลกว่าคนที่ไม่ยอมพลาดเลย

9. เลิกกลัวคนหัวเราะ ตอนเราเริ่มต้น
คนที่หัวเราะเราวันนี้ อาจเป็นคนเดียว
กับที่ชมเราในวันที่เราสำเร็จ

10. คนโง่ที่ลงมือทำ ชนะคนฉลาดที่แค่คิด
ความรู้ที่ไม่ลงมือทำ ก็แค่ข้อมูลที่เก็บไว้ในหัว

11. ลาโง่ทุกครั้ง เราฉลาดขึ้นทุกครั้ง
การเรียนรู้ไม่ได้มาจากการอ่านอย่างเดียว
มันมาจากการลองแล้วพลาด

12. อย่าให้ศักดิ์ศรีขวางการเติบโต
บางทีแค่วางอีโก้ลง ประตูบานใหม่ก็เปิดออกเอง

13. เด็กเรียนรู้เร็วเพราะไม่กลัวดูโง่
ผู้ใหญ่เรียนรู้ช้าลง ไม่ใช่เพราะโง่ลง
แต่เพราะกลัวผิดมากขึ้น

14. ลาโง่กับคนที่ใช่ ได้ของดีกลับมาเสมอ
ครูที่ดีไม่เคยหัวเราะคนที่กล้าถาม

15. ความสำเร็จซ่อนอยู่หลังความอายเสมอ
ถ้ากล้าอายวันนี้ พรุ่งนี้เราจะภูมิใจในตัวเอง

16. คนที่ไม่เคยพลาด คือคนที่ไม่เคยลอง
ความพลาดพิสูจน์ว่าเรากล้าก้าวออกจากที่เดิม

17. ลาโง่บ่อยๆ แล้ววันหนึ่งจะเก่งโดยไม่รู้ตัว
ทักษะที่แท้จริงสะสมมาจากการลองผิดลองถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

18. คนฉลาดจริง คือคนที่กล้าโง่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เพราะรู้ว่าทุกครั้งที่ยอมโง่ คือทุกครั้งที่ได้อะไรใหม่กลับมา

#ทฤษฎีลาโง่ #กล้าที่จะโง่ #พัฒนาตัวเอง


mindsetใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา

mindset ใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา 1. ความคิดกำหนดชีวิต สิ่งที่แบ่งคนสำเร็จกับคนที่ไม่สำเร็จไม่ใช่ความฉลาด หรือโชค แต่คือ Mindset ท...