AiC AMPAWA ACADEMY
วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ล้านแรกใน 90 วันและ 288 ล้านบาทใน 3 ปีสรุปกลยุทธ์ที่ใช้
วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
นักเรียนซ่อมตามขั้นตอน แต่ช่างซ่อมตาม “เหตุผล”**
🧠 ซีรี่ย์ : คิดแบบช่าง vs คิดแบบนักเรียน
ตอนที่ 11 : **นักเรียนซ่อมตามขั้นตอน
แต่ช่างซ่อมตาม “เหตุผล”**
ในห้องเรียน
เรามักถูกสอนให้ซ่อมแบบเป็นขั้นตอน
วัดไฟ
เช็กอุปกรณ์
เปลี่ยนอะไหล่
ทดลองใหม่
ขั้นตอนพวกนี้ไม่ได้ผิด
และจำเป็นสำหรับการเรียนรู้พื้นฐาน
แต่พอมาอยู่หน้างานจริง
หลายคนเริ่มรู้สึกว่า
ทำครบทุกขั้น
แต่เครื่องก็ยังไม่หาย
ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
ของเสียไม่เคยพังตามลำดับขั้นตอน
มันพังแบบ
ข้ามขั้น
ย้อนขั้น
หรือพังพร้อมกันหลายเงื่อนไข
ถ้าเรายังยึดขั้นตอน
โดยไม่ถามเหตุผล
การซ่อมจะกลายเป็น
การทำตามลิสต์
ไม่ใช่การแก้ปัญหา
วิธีคิดของนักเรียน
นักเรียนมักถามว่า
ขั้นตอนต่อไปต้องทำอะไร
ถ้ายังไม่ถึงขั้นนั้น
ก็ยังไม่กล้าทำ
ต่อให้เห็นอาการชัด
ก็ยังลังเล
เพราะ “มันยังไม่ถึงคิว”
ขั้นตอน
กลายเป็นกรอบ
ที่ขังความคิดเอาไว้
วิธีคิดของช่างซ่อม
ช่างซ่อมถามต่างออกไป
จากอาการที่เห็น
เหตุผลอะไร
ที่เป็นไปได้มากที่สุด
ถ้าเหตุผลนั้นชัด
ขั้นตอนจะถูก “ข้าม” ได้ทันที
ไม่ใช่ข้ามแบบมั่ว
แต่ข้ามเพราะ
รู้ว่าขั้นอื่นไม่เกี่ยว
ตัวอย่างหน้างานจริง
🔹 เครื่องเปิดไม่ติด
นักเรียนจะเริ่มจาก
วัดไฟทุกเรกูเลเตอร์
แต่ช่างจะถามว่า
เครื่องนี้มีไฟ Standby ไหม
ถ้าไม่มีไม่ต้องไปสนใจภาคอื่นเลย
เพราะเหตุผลชัดว่า
วงจรยังไม่เริ่มทำงาน
🔹 เครื่องติดแล้วดับ
นักเรียนจะไล่ตามขั้นตอน
วัดไฟ → เช็กอุปกรณ์ → เปลี่ยน
แต่ช่างจะดูว่า
ดับเพราะใครสั่ง
Protect ทำงานหรือไม่
สั่งตอนใด
เหตุผลชัด
ขั้นตอนอื่น
จึงไม่จำเป็น
จุดต่างสำคัญมาก
นักเรียน
กลัวข้ามขั้นตอน
ช่าง
กลัวเหตุผลไม่ชัด
นักเรียนทำตามลำดับ
ช่างทำตามตรรกะ
ทำไม “เหตุผล” สำคัญกว่า “ขั้นตอน”
ขั้นตอน
ช่วยให้มือไม่มั่ว
แต่เหตุผล
ช่วยให้สมองไม่หลง
ถ้าขั้นตอนถูก
แต่เหตุผลผิด
ผลลัพธ์ก็ยังผิดเหมือนเดิม
วิธีฝึกคิดแบบช่าง (ใช้ได้ทันที)
ก่อนจะลงมือทำอะไร
ให้ถามตัวเองประโยคนี้ก่อนเสมอ
ถ้าข้ามขั้นตอนนี้ไป
จะเกิดอะไรเสียหายจริงไหม
ถ้าคำตอบคือไม่
แปลว่าขั้นตอนนั้น
ยังไม่จำเป็นในตอนนี้
สรุปแบบช่างซ่อมจริง
ขั้นตอนคือเครื่องมือ
แต่เหตุผลคือคนควบคุมเครื่องมือ
ใครที่ยังซ่อมตามขั้นตอน
โดยไม่เข้าใจเหตุผล
จะซ่อมได้เรื่อย ๆ
แต่จะไม่โต
แต่วันที่คุณเริ่ม
ซ่อมตามเหตุผล
ขั้นตอนจะกลายเป็น
ผู้ช่วย
ไม่ใช่กรงขังความคิด
และนั่นคืออีกก้าวสำคัญ
ที่พาคุณออกจาก
การคิดแบบนักเรียน
ไปสู่การคิดแบบช่างซ่อมอาชีพ
วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
วิธีเริ่มต้นธุรกิจแบบคนเดียวด้วย AI
.
สิ่งที่คุณยังต้องทำเหมือนเดิม (แม้จะมี AI แล้ว)
คุณยังคงต้องรู้เรื่องพื้นฐานของการทำธุรกิจอยู่ดี เช่น
.
•การหา Traffic (จะเอาคนมาจากไหน?)
•การทำ Content (คนจะรู้จักเราผ่านอะไร?)
•การตั้ง Offer ที่มีคุณค่า
•การเขียน Landing Page, Copy, CTA
•การเข้าใจว่าใครคือกลุ่มเป้าหมาย (Customer Avatar)
.
สิ่งเหล่านี้คือ “ความเข้าใจเชิงกลยุทธ์” ที่ไม่มี AI ตัวไหนคิดแทนคุณได้ทั้งหมด
แต่ข่าวดีคือ...AI ทำให้ทุกอย่างข้างต้น “เสร็จไวกว่าเดิมมาก”
ถ้าคุณรู้ว่ากำลังทำอะไร และใช้เครื่องมือถูกจุด
.
จากคนไม่ชอบทำการตลาด กลายเป็นคนใช้ AI ทำเงินได้หลักล้าน Dan Koe เป็นนักเขียนและครีเอเตอร์ผู้มีชื่อเสียงด้านธุรกิจดิจิทัล เขาเล่าว่าเขาชอบการเขียน ชอบแชร์ไอเดีย ชอบสร้างเนื้อหาลึกๆ แต่เขาไม่ชอบเลยเวลาต้องนั่งวิจัยตลาด คิดหัวข้อ เขียน sales copy เขียน benefits testimonials อะไรพวกนี้
.
และนั่นคือจุดที่ AI เข้ามาช่วยได้พอดี
.
AI ไม่ใช่นักเขียนที่เก่งที่สุดในโลก
แต่มันคือ “ผู้ช่วยที่ไม่มีวันหลับ” ที่พร้อมทำทุกอย่างให้คุณในเวลาอันรวดเร็ว
ถ้าคุณรู้จักสั่งมันถูกวิธี
.
ถ้าอยากทำเงินระดับ 3 ล้าน - 30 ล้านต่อปี ต้องคิดแบบ “เจ้าของธุรกิจจริงๆ”
Dan Koe ชอบใช้วิธีคำนวณ “ย้อนกลับ” เพื่อวางเป้าหมาย
เช่น ถ้าอยากมีรายได้ 33 ล้านบาทต่อปี แปลว่า
.
•เดือนละประมาณ 2.75 ล้านบาท
•วันละประมาณ 91,700 บาท
.
ทีนี้ก็แค่คิดต่อว่า จะทำเงิน 91,700 บาทต่อวันได้ยังไง?
.
ตัวอย่าง
•ขายสินค้าราคา 4,950 บาท → ต้องขายวันละ 18 ชิ้น
•ขาย Subscription 825 บาท → ต้องมีคนสมัครวันละ 111 คน
•รับลูกค้าแบบ Premium 165,000 บาท → แค่ 1 คนทุก 2 วัน
•หรือทำแบบผสมก็ได้ เช่น ขายสินค้า + รับบริการ
.
คุณจะเห็นทันทีว่า
การหารายได้ไม่ได้ยาก ถ้ามี “กลยุทธ์” และ “ระบบ” ที่ทำซ้ำได้
แล้ว AI เข้ามาอยู่ตรงไหนของระบบนี้?
AI ไม่ได้มาแทนคุณ
แต่มาช่วยคุณ "ทำสิ่งน่าเบื่อให้ไวขึ้น" และ "ลดภาระที่คุณไม่ถนัด"
.
มาดูกันว่า AI ช่วยคุณสร้างธุรกิจแบบคนเดียวได้ยังไงในแต่ละขั้นตอน พร้อมตัวอย่างเครื่องมือจริงที่ใช้ได้เลย:
.
1. เริ่มจาก Personal Brand Strategy
สร้างจุดยืนและแนวทางการเล่าเรื่องของแบรนด์
ว่าเราจะพูดกับใคร เรื่องอะไร และด้วยน้ำเสียงแบบไหน
.
ตัวอย่าง AI ที่ใช้ได้
•ChatGPT (Custom GPT): ให้ช่วยตั้ง positioning / core message
•Brandmark / Looka: สร้างโลโก้และ mood board เบื้องต้น
•Typeform + GPT: ใช้สร้างแบบสอบถามตัวตน → เอา insight มากลั่นแนวทางแบรนด์
.
2. ใช้ AI สร้าง Customer Avatar
รู้จักลูกค้าในระดับลึกว่าเขาคิดอะไร ชอบแบบไหน มีปัญหาอะไร
.
ตัวอย่าง AI ที่ใช้ได้
•ChatGPT: ใช้ prompt เช่น “ช่วยสร้าง customer persona สำหรับคนที่...”
•MakeMyPersona by HubSpot: มีฟอร์มให้กรอกแล้วสร้างเป็น Avatar อัตโนมัติ
•SparkToro: ไม่ใช่ AI โดยตรงแต่ใช้ Big Data วิเคราะห์พฤติกรรมกลุ่มเป้าหมาย
.
3. สร้าง Irresistible Offer
ทำข้อเสนอให้เด็ดจนคนปฏิเสธไม่ได้
.
ตัวอย่าง AI ที่ใช้ได้
•Copy .ai / ChatGPT: ปั้นข้อเสนอจาก customer pain → gain → offer
•Prompt เช่น: “เขียน 3 ข้อเสนอขายคอร์สการเงิน ที่เจาะคนอายุ 30+ ที่รู้สึกว่ารายได้ไม่พอ”
.
4. เขียน Landing Page & Sales Copy
เปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นหน้าเว็บที่ขายได้จริง
.
ตัวอย่าง AI ที่ใช้ได้
•Jasper / Copy .ai: สร้าง copy สำหรับ landing page ทั้งชุด
•ChatGPT + Notion AI: ใช้เขียนยาว แล้วแปลงเป็น section สั้น
•Durable / Framer AI: เว็บสร้าง landing page จาก keyword หรือ brief ที่คุณให้
.
5. สร้าง Content & Traffic
สร้างโพสต์ บทความ วิดีโอ เพื่อดึงคนเข้าเว็บ
.
ตัวอย่าง AI ที่ใช้ได้
•ChatGPT + Keyword Tool: วางโครงเนื้อหาให้ทั้ง blog, carousel, Twitter thread
•Opus Clip / Submagic: ตัดวิดีโอยาวให้กลายเป็น short content แบบไวรัล
•Pika / Runway: สร้างวิดีโอจาก prompt
•ElevenLabs / D-ID: สร้างเสียงหรือ AI Avatar พูดแทนตัวคุณ
.
6. สร้าง ระบบช่วยลงมือทำ
แปลงเป้าหมายใหญ่เป็นแผนเล็กๆ แบบไม่ล้า
.
ตัวอย่าง AI ที่ใช้ได้
•Taskade AI / Notion AI: สร้าง project plan อัตโนมัติ
•Tability: ใช้ติดตาม OKRs และ daily focus
•Reclaim .ai: จัดตารางงานอัตโนมัติให้ตรงกับ priority ที่ตั้งไว้
.
ทุกตัวอย่างด้านบน...คุณสามารถเริ่มได้ฟรี หรือใช้แพ็กเกจราคาเบาๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมด แต่ใช้ "เท่าที่จำเป็น" แล้วทำให้สุด
.
สรุปแล้ว AI ไม่ใช่ทางลัด แต่มันคือ “ทางเร็ว”
สิ่งที่คุณต้องมี
•ความเข้าใจกลไกธุรกิจพื้นฐาน
•การรู้ว่าใครคือกลุ่มเป้าหมาย
•การกล้าทดสอบสิ่งใหม่
•และเครื่องมือ (AI + Platform + Prompt + Workflow) ที่เข้ากัน
ถ้าคุณมีของพวกนี้...
คุณสามารถเริ่มต้นธุรกิจแบบ “คนเดียว” ได้จริง โดยไม่ต้องเป็นอัจฉริยะ และที่สำคัญ คุณไม่ต้องรอให้พร้อม 100% ถึงเริ่ม
.
คุณแค่ต้อง “เข้าใจสิ่งที่ทำ” และ “ใช้ AI ให้ทำสิ่งที่คุณไม่อยากทำแทน” ใครเริ่มก่อน คนนั้นจะเร็วกว่าตลาดเสมอครับ
.
.
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน
.
#Business #AI
#100WEALTH
#ไปให้ถึง100ล้าน
งานเปลี่ยน แต่คนไม่พอ
🌪 “งานเปลี่ยน แต่คนไม่พอ“
(เมื่อสงครามแย่งตัวคนเก่ง ปะทะโลกการทำงานที่ไม่เหมือนเดิม)
เราอาจกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญที่สุดของโลกการทำงานในรอบหลายสิบปี ช่วงเวลาที่ทั้ง “งาน” และ “คนทำงาน” กำลังถูกนิยามใหม่พร้อมกัน
ไม่ใช่เพียงเพราะ AI เริ่มเขียนโค้ดได้ ระบบอัตโนมัติเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลแทนมนุษย์ หรือเครื่องมือดิจิทัลสามารถร่างอีเมลและสรุปรายงานได้รวดเร็วกว่าคน แต่เพราะ โครงสร้างของการทำงานทั้งหมดกำลังถูกเขียนใหม่ ตั้งแต่รูปแบบงาน วิธีทำงาน ไปจนถึงคุณค่าของแรงงานในระบบเศรษฐกิจโลก
คำถามที่ดังก้องอยู่ในห้องประชุมของผู้บริหารทั่วโลกวันนี้จึงไม่ใช่แค่
“เราจะหาคนเก่งเพิ่มได้อย่างไร?” แต่เปลี่ยนเป็น “ในวันที่งานเปลี่ยนเร็วกว่าคน องค์กรจะปรับตัวอย่างไรให้ยังแข่งขันได้?”
ภาพที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกคือ งานจำนวนมากกำลังเปลี่ยนหน้าตาไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่แรงงานที่มีทักษะตรงกับงานยุคใหม่กลับมีไม่เพียงพอ
แปลเป็นภาษาง่ายๆ คือ “งานแบบเดิมกำลังหายไป แต่คนที่ทำงานแบบใหม่กลับหาไม่ได้” และนี่ไม่ใช่ปัญหาของอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่เป็นพายุลูกใหญ่ที่ทุกองค์กรต้องเผชิญพร้อมกัน
====
🚩 ปัญหาแท้จริง คือ ไม่ใช่แค่คนไม่พอ แต่ “โมเดลการทำงาน” หมดอายุ?
หลายองค์กรยังคงพยายามแก้ปัญหาด้วยสูตรเดิมที่เคยใช้ได้ผลในอดีต
* เปิดรับสมัครเพิ่ม
* เสนอเงินเดือนสูงขึ้น
* แย่งตัวคนเก่งจากคู่แข่ง
* ใช้โบนัสหรือสวัสดิการดึงดูดคน
แต่ความจริงที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ คือ “สนามแข่งขันมันเปลี่ยนไปแล้ว แต่หลายองค์กรยังเล่นด้วยกติกาเดิม” ลองมองการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างน้อย 3 เรื่อง
1) คนรุ่นใหม่ไม่ได้ทำงานเพื่อเงินอย่างเดียวอีกต่อไป
แรงงานรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้เลือกงานจากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มถามคำถามใหม่กับชีวิตการทำงาน เช่น
* งานนี้มีความหมายต่อชีวิตไหม
* มีเวลาสำหรับครอบครัวและชีวิตส่วนตัวหรือไม่
* ทำงานแบบยืดหยุ่นได้หรือเปล่า
* องค์กรมีคุณค่าที่สอดคล้องกับสิ่งที่ตนเชื่อหรือไม่
หลายองค์กรยังคงวัดความทุ่มเทจากจำนวนชั่วโมงที่พนักงานอยู่ในออฟฟิศ ขณะที่คนทำงานรุ่นใหม่เริ่มให้คุณค่ากับผลลัพธ์มากกว่าการนั่งทำงานครบเวลา ผลลัพธ์คือ “องค์กรที่ไม่ปรับตัวเริ่มสูญเสียความสามารถในการดึงดูดคนรุ่นใหม่โดยไม่รู้ตัว”
2) เทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่าการเรียนรู้ของมนุษย์
* งานจำนวนมากที่เคยเป็นงานหลักของมนุษย์กำลังถูกระบบอัตโนมัติและ AI เข้ามาทำแทน ไม่ว่าจะเป็นงานวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน งานเอกสาร หรือแม้แต่งานเขียนบางประเภท
* ขณะเดียวกัน งานใหม่ที่เกิดขึ้นกลับต้องใช้ทักษะด้านข้อมูล เทคโนโลยี และการคิดเชิงวิเคราะห์ขั้นสูง
* ปัญหาคือ ระบบการศึกษาและระบบพัฒนาทักษะแรงงานยังปรับตัวไม่ทันความเร็วของเทคโนโลยี
* จึงเกิดสถานการณ์ที่พบได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ว่า “คนจำนวนมากเรียนจบ แต่ทักษะที่เรียนกลับล้าสมัยไปแล้วตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มทำงานจริง” องค์กรจึงต้องรับภาระในการฝึกคนใหม่ตั้งแต่พื้นฐานอีกครั้ง
3) สงครามแย่งตัวคนเก่งที่แพงขึ้นทุกปี
* เมื่อความต้องการแรงงานทักษะสูงมากกว่าจำนวนคนที่มีอยู่ ตลาดแรงงานจึงกลายเป็นสนามประมูลตัวบุคลากร
* พนักงานสายเทคจำนวนมากเปลี่ยนงานทุก 1–2 ปี เพื่อเพิ่มรายได้และโอกาสเติบโตอย่างรวดเร็ว
* องค์กรที่แก้ปัญหาด้วยการทุ่มเงินซื้อตัวจึงต้องแบกรับต้นทุนจำนวนมาก ทั้งค่าใช้จ่ายในการสรรหา ค่าเรียนรู้งานใหม่ และความเสี่ยงที่คนจะย้ายออกอีกครั้งในเวลาไม่นาน
* สุดท้ายองค์กรได้คนเก่งมา แต่ทีมงานกลับไม่เคยมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะสร้างผลงานระยะยาว
====
📉 บทเรียนที่หลายองค์กรต้องจ่ายค่าเรียนมาแล้ว
* ประวัติศาสตร์ธุรกิจเต็มไปด้วยตัวอย่างองค์กรที่เคยประสบความสำเร็จ แต่ไม่สามารถปรับตัวทันโลกที่เปลี่ยนไป
* หลายบริษัทเคยมีทีมงานเก่ง เทคโนโลยีพร้อม และเงินลงทุนมหาศาล แต่ยังล้มได้ เพราะยังคิดและทำงานแบบเดิมในโลกที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว
* ในอีกด้านหนึ่ง โปรเจกต์เทคโนโลยีจำนวนมากล้มเหลว ไม่ใช่เพราะขาดวิศวกรเก่ง แต่เพราะทีมเทคโนโลยีกับทีมธุรกิจไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน
* องค์กรจึงได้ระบบที่ล้ำ แต่ลูกค้าไม่ใช้ หรือได้ผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาจริงของตลาดได้
* ความจริงที่เริ่มชัดขึ้นคือ “ปัญหาไม่ใช่ขาดคนเก่ง แต่ขาดระบบที่ทำให้คนเก่งทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
====
🛠 ทางรอด คือ เลิกตามล่าซูเปอร์สตาร์ แล้วเริ่มสร้างระบบสร้างคน
องค์กรที่เริ่มปรับตัวได้ดีขึ้นมีแนวคิดร่วมกันอย่างหนึ่งคือ “แทนที่จะพยายามหาคนเก่งจากภายนอกเพียงอย่างเดียว พวกเขาเริ่มลงทุนสร้างคนเก่งจากภายใน”
1) Reskill คนในองค์กร คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด
พนักงานเดิมมีข้อได้เปรียบสำคัญ คือเข้าใจธุรกิจ กระบวนการ และลูกค้าอยู่แล้ว
เมื่อองค์กรเพิ่มทักษะใหม่ให้คนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ข้อมูล การทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติ หรือทักษะดิจิทัลอื่นๆ ผลลัพธ์ที่ได้มักยั่งยืนกว่าการจ้างคนใหม่ทั้งหมด
นอกจากนี้ยังช่วยรักษาความรู้ภายในองค์กร และสร้างความผูกพันระยะยาวกับพนักงาน
2) สร้างทีมแบบ Hybrid Talent
โลกการทำงานใหม่ไม่ต้องการแค่คนเขียนโค้ดเก่ง หรือคนขายเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการคนที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและธุรกิจในระดับหนึ่ง
หลายองค์กรจึงเริ่มสร้างทีมที่คนจากหลายสายงานทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แยก Tech กับ Business เป็นคนละโลกเหมือนในอดีต
เมื่อทีมสามารถพูดภาษาเดียวกันได้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่จึงเกิดขึ้นเร็วและตอบโจทย์ตลาดได้มากขึ้น
3) การเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป
ทักษะที่เคยใช้ได้ตลอดชีวิตกำลังมีอายุสั้นลงเรื่อยๆ
คนทำงานจึงต้องเรียนรู้ใหม่เป็นระยะ และปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและตลาดแรงงาน
ในโลกที่ AI สามารถทำงานเชิงเทคนิคได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ทักษะที่สำคัญขึ้นกลับกลายเป็น
* การคิดเชิงซับซ้อน
* ความคิดสร้างสรรค์
* การสื่อสาร
* ความเข้าใจมนุษย์
* การทำงานร่วมกันในทีมที่หลากหลาย “ซึ่งยังเป็นสิ่งที่เครื่องจักรแทนมนุษย์ได้ยาก”
====
🔄 การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้กำลังคัดเลือกองค์กรและคนทำงานแบบใหม่
* ในอดีต คนที่ได้เปรียบอาจเป็นคนที่เรียนเก่งที่สุด หรือทำงานหนักที่สุด แต่ในโลกการทำงานยุคใหม่ คนที่ได้เปรียบคือคนที่ เรียนรู้เร็ว และปรับตัวได้ต่อเนื่อง
* องค์กรเองก็เช่นกัน องค์กรที่อยู่รอดไม่ใช่บริษัทที่มีเงินมากที่สุด หรือมีคนเก่งที่สุดในวันนี้ แต่คือองค์กรที่สามารถสร้างคนรุ่นต่อไปได้เร็วที่สุด เพราะท้ายที่สุด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า
“AI จะมาแทนคนหรือไม่” แต่คือ “ในวันที่งานเปลี่ยน คนที่ไม่ยอมเรียนรู้ใหม่ จะถูกแทนที่ก่อนหรือไม่?”
และบางที นี่อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดสำหรับทั้งองค์กรและคนทำงานในทศวรรษนี้
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#FutureOfWork
#TechTalentWar
#Reskilling
#HybridTalent
#Adaptability
กฎ 7 ข้อ ถ้าอยากเป็น “นายตัวเอง”
.
ถ้าคุณอยากหลุดพ้นจากงานประจำ อยากทำธุรกิจ อยากมีชีวิตเป็นของตัวเอง นี่คือ กฎ 7 ข้อ ที่คุณต้องรู้ครับ
.
1) จงทำงานให้คนอื่นเพื่อเก็บ “ประสบการณ์” แต่จงทำงานให้ตัวเองเพื่อ “หาเงิน”
.
งานประจำ คือ ห้องเรียนที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพราะมันทำให้เราได้เรียนรู้ทุกกระบวนท่าที่ต้องใช้งานจริงในโลกธุรกิจ
.
แต่ถ้าอาศัยแค่เงินเดือนจากงานประจำ มันก็ยากมากที่เราจะสร้างความมั่งคั่งได้ นั่นก็เพราะเงินเดือนของเรา คือ ต้นทุนของบริษัท และไม่มีบริษัทไหนในโลกที่อยากมีต้นทุนมากเกินไป
.
ดังนั้น ทำงานประจำเพียงเพื่อเก็บประสบการณ์ แต่ถ้าอยากสร้างความร่ำรวย ต้องทำงานให้ตัวเอง ยิ่งเข้าใจเรื่องนี้เร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเติบโตได้เร็วขึ้นเท่านั้น
.
2) ในการหาเงิน “วินัย” สำคัญกว่า “IQ”
.
ตอนเราเรียนหนังสือ คนที่มี IQ สูงมักได้รับการยกย่อง และ นับถือ
.
แต่ในโลกการหาเงิน IQ ไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เพราะการหาเงินไม่ได้ซับซ้อนเหมือนการแก้ปัญหาวิทยาศาสตร์
.
คุณสามารถทำเงินได้มหาศาล ด้วยการซื้อมาขายไป มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ยุคนี้ เรามักเห็นวัยรุ่นหนุ่มสาวหลายคน ไม่ได้เรียนเก่ง แต่ทำเงินได้มหาศาลจากการทำช่อง Youtube, Tiktok
.
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การลงมือทำอย่างสม่ำเสมออย่างมีวินัย
.
เพราะในโลกธุรกิจ ต่อให้คุณมี IQ สูงจนเรียกว่าฉลาดหลักแหลมแค่ไหน แต่ถ้ายังทำๆ หยุดๆ มันก็ไม่มีประโยชน์
.
กลับกัน คุณอาจจะมีความรู้ที่ธรรมดาทั่วไป แต่เมื่อคุณลงมือทำอย่างไม่หยุดยั่ง สิ่งที่คุณทำจะกลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดาในที่สุด
.
3) “ความก้าวหน้า” มักใช้เวลานานกว่าที่คิดเสมอ ดังนั้น จง “อดทน”
.
บางคนทำงานประจำ 2-3 ปี โดยไม่เคยได้เลื่อนตำแหน่ง แต่กลับทนได้
.
แต่พอทำธุรกิจ, ทำช่อง Youtube Tiktok, ขายของออนไลน์ แล้วไม่โตใน 2-3 เดือนกลับทนไม่ได้
.
ทุกอย่างใช้เวลานานกว่าที่คิด ผู้ชนะ คือ คนที่อดทนยืนระยะอยู่ได้นานกว่าคนอื่นเสมอ
.
4) ทุกการตัดสินใจ มัก “ได้อย่างเสียอย่าง” เสมอ
.
การที่คุณได้บางสิ่ง หมายความว่าคุณต้องเสียบางสิ่งไปเสมอ
.
ถ้าคุณตัดสินใจทำงานประจำ รายได้คุณจะมั่นคง แต่เติบโตช้า
.
ถ้าคุณตัดสินใจทำธุรกิจรายได้คุณอาจไม่มั่นคง แต่มีโอกาสเติบโตได้เร็วกว่า
.
คุณจะตัดสินใจได้ดี ก็ต่อเมื่อคุณรู้ว่าอะไร คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับตัวเอง
.
5) ทัศนคติที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ หรือ การเป็นเจ้านายตัวเอง คือ “เราต้องพึ่งพาตัวเอง” และ “คนอื่นต้องพึ่งพาเรา”
.
ตอนเราทำงานประจำ เรามักใช้นิสัยพึ่งพาคนอื่น ทั้งหวังให้บริษัทจ่ายเงินเราอย่างสม่ำเสมอ หวังให้บริษัทมองเห็นคุณค่าในตัวเรา และ เลื่อนต่ำแหน่ง หวังสวัสดิการรักษาพยาบาล หวังกองทุนเกษียน
.
แต่ตอนทำธุรกิจเราต้องพึ่งพาตัวเองในทุกๆ เรื่อง แถมถ้าเรามีลูกน้อง เรายังต้องเป็นที่พึ่งพาให้พวกเขาอีกด้วย
.
แต่เชื่อเถอะว่า สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณเข้มแข็งแบบสุดๆ
.
6) ความสำเร็จ คือ “การได้ควบคุมชีวิตของตัวเอง”
.
เพราะต่อให้คุณจะมีรายได้ที่แน่นอน มีสวิสดิการชั้นยอด แต่ไม่สามารถควบคุมชีวิตของตัวเองได้เลย
.
จะหยุดงานไปเที่ยวต่างประเทศสัก 1 เดือนก็ไม่ได้ จะนอนให้เต็มอิ่มก็ไม่ได้ จะไปทำงานช้าลงสัก 2 ชั่วโมงเพื่อเลี่ยงรถติดก็ไม่ได้
.
มันคงพูดได้ไม่เต็มปากว่า ชีวิตของตัวเองประสบความสำเร็จแล้ว
.
7) อย่าปล่อยให้ใครมา “หยุดคุณ”
.
คนที่อายุมากกว่าคุณ คนที่เคยล้มเหลวมาแล้ว มักจะพูดทุกอย่างเพื่อ “หยุดคุณ” เอาไว้
.
เขาอาจบอกว่าเงินทำให้ไม่มีความสุข เงินตายไปก็เอาไปไม่ได้ หรือ คนทำธุรกิจส่วนใหญ่ล้มเหลวนะ
.
คุณสามารถฟังได้ แต่อย่ารับพลังลบเข้ามาเด็ดขาด เพราะอุปสรรคชิ้นใหญ่ที่สุดที่คอยขัดขวางคุณจากความสำเร็จ คือ การรับฟังคนที่ไม่สมควรจะรับฟัง
.
สรุป กฎ 7 ข้อ ที่คุณต้องรู้ ถ้าอยากเป็น “นายตัวเอง”
.
1) จงทำงานให้คนอื่นเพื่อเก็บ “ประสบการณ์” แต่จงทำงานให้ตัวเองเพื่อ “หาเงิน”
.
2) ในการหาเงิน “วินัย” สำคัญกว่า “IQ”
.
3) “ความก้าวหน้า” มักใช้เวลานานกว่าที่คิดเสมอ ดังนั้นจง “อดทน”
.
4) ทุกการตัดสินใจ มัก “ได้อย่างเสียอย่าง” เสมอ
.
5) ทัศนคติที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจ หรือ การเป็นเจ้านายตัวเอง คือ “เราต้องพึ่งพาตัวเอง” และ “คนอื่นต้องพึ่งพาเรา”
.
6) ความสำเร็จ คือ “การได้ควบคุมชีวิตของตัวเอง”
.
7) อย่าปล่อยให้ใครมา “หยุดคุณ”
.
.
เขียนโดย ทีมงาน #สมองไหล
#สังคมคนสร้างธุรกิจจากศูนย์
วินัยสำคัญกว่าพรสวรรค์ในงานขาย
เวลาพูดถึง “นักขายเก่ง” หลายคนจะนึกถึงภาพคนที่พูดคล่อง เข้ากับคนง่าย มีพลังบวกตลอดเวลา เหมือนมีพรสวรรค์โดยธรรมชาติในการขาย
แต่ถ้าคุณถามผู้จัดการฝ่ายขายที่มีประสบการณ์เกิน 10 ปี เขาจะตอบเหมือนกันแทบทุกคนว่า
“สุดท้ายแล้ว คนที่ปิดดีลได้ต่อเนื่อง ไม่ใช่คนที่พูดเก่งที่สุด แต่คือคนที่มี วินัยมากที่สุด”
ในงานขาย มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถรักษามาตรฐานการทำงานได้ทุกวันอย่างต่อเนื่อง เพราะส่วนใหญ่จะ “ทำเยอะเฉพาะวันที่รู้สึกมีไฟ” แต่ลดลงทันทีเมื่อเจอความเหนื่อย ความท้อ หรือคำปฏิเสธจากลูกค้า
ผลการสำรวจจาก Harvard Business Review (2022) พบว่า
• นักขายที่มีพฤติกรรม “consistent” หรือมีรูปแบบการทำงานที่สม่ำเสมอ มีโอกาส บรรลุเป้ายอดขายมากกว่าคนทั่วไปถึง 33%
• ในขณะที่นักขายที่พึ่ง “แรงบันดาลใจ” มักมีผลลัพธ์ที่ “เหวี่ยง” ขึ้นลงมากที่สุด
วินัยไม่ได้หมายถึงการทำงานหนักตลอดเวลา แต่มันหมายถึงการ ลงมือทำสิ่งที่สำคัญทุกวัน แม้ในวันที่ไม่อยากทำ
ลองเช็กดูว่าคุณมี “วินัยของนักขายมืออาชีพ” เหล่านี้หรือไม่
• โทรหาลูกค้าใหม่วันละอย่างน้อย 5 ราย แม้จะยุ่งแค่ไหน
• อัปเดต CRM หรือรายงานลูกค้าให้ครบทุกวัน
• ทบทวนบทสนทนาเพื่อปรับวิธีพูดก่อนเจอลูกค้ารายต่อไป
• นัด follow-up ลูกค้าภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากเสนอราคา
• ตั้งเป้าหมายรายวันและประเมินผลก่อนจบวัน
ฟังดูเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกันตลอดทั้งปี มันคือความต่างมหาศาล
วินัยวันละ 1% = ยอดขายที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในระยะยาว
ตัวอย่างง่าย ๆ ที่พิสูจน์ได้จริง สมมติคุณเพิ่มการโทรหาลูกค้าใหม่ วันละ 5 ราย
• เดือนหนึ่ง = 100 ราย
• ปีหนึ่ง = 1,200 ราย
แม้ปิดได้เพียง 10% ก็เท่ากับเพิ่มยอดลูกค้าใหม่ถึง 120 รายต่อปี
สิ่งนี้ไม่ต้องใช้พรสวรรค์เลย แต่ต้องใช้ “วินัยที่ทำต่อเนื่อง”
สิ่งที่แยกระหว่าง “นักขายทั่วไป” กับ “นักขายมืออาชีพ” ไม่ใช่แค่ความสามารถในการพูดหรือปิดดีล แต่คือความสามารถในการ ทำสิ่งเดิม ๆ อย่างมีคุณภาพทุกวันต่างหากครับ
𝗗𝗶𝘀𝗰𝗶𝗽𝗹𝗶𝗻𝗲 𝗠𝗮𝘁𝘁𝗲𝗿𝘀 𝗠𝗼𝗿𝗲 𝗧𝗵𝗮𝗻 𝗧𝗮𝗹𝗲𝗻𝘁 𝗶𝗻 𝗦𝗮𝗹𝗲𝘀
When we think of a “great salesperson,” most people picture someone who’s smooth-talking, naturally likable, and full of positive energy — as if they were born with a gift for selling.
But if you ask any seasoned sales manager with over 10 years of experience, they’ll tell you almost the same thing.
“At the end of the day, the ones who consistently close deals aren’t the most talented — they’re the most disciplined.”
In sales, very few people can maintain consistent performance every single day. Most only work hard when they feel motivated — but that drive fades quickly once fatigue, discouragement, or rejection from customers sets in.
According to a 2022 Harvard Business Review study:
• Salespeople with consistent habits are 33% more likely to hit their targets than others.
• Those who rely mainly on motivation or inspiration tend to have the most unpredictable results.
Discipline doesn’t mean working hard all the time. It means doing the important things every day, even when you don’t feel like it.
Ask yourself — do you have these “disciplines of a true sales professional”?
• Make at least 5 new prospect calls a day, no matter how busy you are.
• Update your CRM or client reports daily.
• Review past conversations to refine your pitch before the next meeting.
• Follow up within 48 hours after sending a quotation.
• Set daily goals and evaluate yourself before the end of each day.
They may sound small, but done consistently, these habits create massive long-term differences.
Just a 1% improvement in daily discipline = exponentially higher sales growth over time.
A Simple Example
Let’s say you increase your outreach by just 5 new customer calls a day.
• That’s 100 new prospects per month.
• Or 1,200 per year.
Even if you close only 10%, that’s 120 new customers a year — achieved through consistency, not talent.
This doesn’t require a natural gift. It only requires steady discipline.
What separates average salespeople from top performers isn’t their speaking skills or closing tricks.
It’s their ability to do the same right things — every single day — with consistency and quality.
Because in the long run, talent gets you started and discipline gets you results all the time.
วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
วิธีฝึกสติ
ขยายความในส่วนของ "วิธีฝึกสติ" เพื่อให้ทันรอยต่อระหว่างเวทนากับตัณหาในสถานการณ์จริง
การจะหยุดปฏิจจสมุปบาทในชีวิตจริงไม่ใช่เรื่องของการ "คิด" แต่เป็นเรื่องของการ "เห็น" ครับ เมื่อสถานการณ์จริงมากระทบ อารมณ์จะพุ่งพล่านจนปัญญาตามไม่ทัน ดังนั้นเราต้องอาศัยเทคนิคที่เรียกว่า "การสร้างช่องว่างระหว่างความรู้สึกกับการตอบโต้"
นี่คือวิธีฝึกสติเพื่อสกัดรอยต่อระหว่าง เวทนา ไปสู่ ตัณหา ในสถานการณ์จริงครับ
1. ฝึกระบุ "อาการทางกาย"
เวทนาไม่ได้เกิดที่หัวใจอย่างเดียวแต่มันแสดงออกทางร่างกายด้วย ก่อนที่ความโกรธ (ตัณหาในรูปของวิภวตัณหา) จะระเบิดออกมา มันจะมี "เวทนาทางกาย" นำมาก่อนเสมอ
• เมื่อโกรธ (ทุกขเวทนา): สังเกตอาการหน้าชา หัวใจเต้นรำ มือสั่น หรือแน่นหน้าอก
• เมื่อสุขมาก (สุขเวทนา): สังเกตอาการใจฟู ตัวเบา หรือความรู้สึก "ระริกระรี้" ในช่องอก
• วิธีฝึก: แทนที่จะสนใจ "เรื่องราว" ที่ทำให้โกรธ ให้ดึงความสนใจกลับมาที่ "ก้อนความรู้สึกทางกาย" ทันที การทำแบบนี้จะทำให้เวทนาถูกแยกออกมาเป็นเพียง "สภาวะ" ไม่ใช่ "เรา"
2. เทคนิค "การขานชื่อ"
เมื่อเวทนาเกิดขึ้น ให้ใช้สติ "แปะป้าย" หรือขานชื่อมันในใจสั้นๆ เทคนิคนี้จะช่วยเปลี่ยนเราจาก "ผู้แสดง" (คนโกรธ) ให้กลายเป็น "ผู้สังเกตการณ์" (คนเห็นความโกรธ)
• เมื่อเริ่มโกรธ: ท่องในใจว่า "โกรธหนอ" หรือ "รู้สึกหนอ"
• เมื่อเริ่มเพลินกับความสุข: ท่องในใจว่า "เพลินหนอ" หรือ "อยากให้มีต่อหนอ"
• ทำไมถึงได้ผล: ทันทีที่คุณ "ขานชื่อ" มัน สมองส่วนเหตุผลจะเริ่มทำงาน และสร้างระยะห่างระหว่างตัวคุณกับอารมณ์นั้น ทำให้ตัณหา (ความอยากให้หาย หรืออยากให้คงอยู่) ทำงานได้ยากขึ้น
3. คาถาหยุดวงจร: "มันเป็นอย่างนั้นเอง"
ในขณะที่เวทนากำลังพีคที่สุด ให้เติม ปัญญา เข้าไปช้อนทันทีด้วยความคิดที่ว่า
"ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย (ผัสสะ) และมันจะดับไปเองเมื่อหมดเหตุ"
หากเราเห็นความจริงว่า "สุขหรือทุกข์นี้เป็นของชั่วคราว" ใจจะเกิดอาการ "งง" ที่จะไปอยากได้หรืออยากผลักไส เพราะปัญญามันบอกว่า "เดี๋ยวก็หายไปแล้ว จะไปเหนื่อยวิ่งตามทำไม"
วิธีประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง
สถานการณ์ : ถูกตำหนิกลางที่ประชุม
จุดที่ต้องหยุด(เวทนา) : ความรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หน้า (ทุกขเวทนา)
การปฏิบัติ (มรรคระดับขณะจิต) : สูดหายใจลึกๆ รู้สึกถึงความร้อนบนหน้า ขานชื่อว่า "เจ็บหนอ" แล้วดูมันจางไปเอง
สถานการณ์ : ได้โบนัส/คำชม
จุดที่ต้องหยุด (เวทนา) : ความรู้สึกฟูอิ่ม ใจสั่น (สุขเวทนา)
การปฏิบัติ (มรรคระดับขณะจิต) : สังเกตความ "อยากยึด"
หรือ "อยากอวด" (ตัณหา) แล้วยิ้มให้มันว่า "นี่ก็ของไม่เที่ยง"
สถานการณ์ : รถติด/รอคิวนาน
จุดที่ต้องหยุด (เวทนา) : ความรู้สึกหงุดหงิด ร้อนรุ่ม (อทุกขมสุขเวทนา)
การปฏิบัติ (มรรคระดับขณะจิต) : สังเกตความ "อยากให้เร็ว" แล้วกลับมาอยู่กับลมหายใจปัจจุบัน
สรุปหัวใจการฝึก
เป้าหมายไม่ใช่การ "ทำให้ไม่รู้สึก" แต่คือการ "รู้สึกอย่างแจ่มแจ้งโดยไม่กระโจนลงไปปรุงแต่ง" เมื่อทำบ่อยๆ สติจะเริ่ม "ไว" ขึ้นจนเห็นรอยต่อนี้ได้เองโดยไม่ต้องพยายาม และนั่นคือวินาทีที่สายโซ่ปฏิจจสมุปบาทถูกตัดขาดลงจริงๆ ครับ
• #วิธีฝึกสติ
• #สติรู้ตัว
• #ปัจจุบันขณะ
• #ฝึกจิตในชีวิตประจำวัน
• #วิปัสสนา
• #มรรคในระดับขณะจิต
• #ปฏิจจสมุปบาท
• #เวทนา
• #ตัณหา
• #ทางดับทุกข์
• #ธรรมะปฏิบัติ
• #อภิธรรมเชิงประยุกต์
ล้านแรกใน 90 วันและ 288 ล้านบาทใน 3 ปีสรุปกลยุทธ์ที่ใช้
. จากทีมเล็ก 2–3 คน ไม่มีทุน ไม่มีลูกค้า ภายใน 3 ปี กลายเป็นเครื่องมืออันดับต้น ๆ ของสาย Creator และ AI video tool ทำรายได้แตะ 2...
-
ในโลกที่ใครๆ ก็สามารถพูดได้ทุกอย่างแต่ไม่ใช่ทุกคน....ที่จะลงมือทำจริง หลายคนพยายามอธิบายว่า.. "ตัวเองเก่งแค่ไหน"...แต...
-
วิทยาทานความรู้ : 🚗 เกี่ยวกับ #รหัสไฟกระพริบ 💡🖲️ ของสัญลักษณ์รูปเครื่องยนต์ที่หน้าปัด บอกอะไรได้บ้าง ⁉️ . 1.หลอดไฟกระพริบสั้...
-
📢 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสนอราคาและการดำเนินการตามสัญญาจ้างก่อสร้าง ✅ 1️⃣ กรณีเป็นเนื้องานตามสัญญา: ไม่มีสิทธิ์ขอเพิ่มค่าจ้าง ...





