วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ผ่าทางตันการศึกษา​ไทย​ โดยใช้วงจรแห่ง ‘ความอยากรู้อยากเห็น’ กุญแจสู่ความสำ​เร็จ​

วงจรแห่ง ‘ความอยากรู้อยากเห็น’ กุญแจสู่ความมั่นใจ

ทางออกที่ ดร.การดี เสนอคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ "ความอยากรู้อยากเห็น" (Curiosity) เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การเรียนรู้ ความรู้ และความมั่นใจ เมื่อเด็กมีความมั่นใจ พวกเขาจะกล้าตั้งคำถามและอยากเรียนรู้ในประเด็นที่ใหญ่ขึ้น โรงเรียนจึงไม่ควรเป็นเพียงสถานที่ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้เด็กได้ลองผิดลองถูกและตั้งคำถามได้โดยไม่ต้องเขินอาย

ทางรอดคือการ "ลงมือทำร่วมกัน" โดยการพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการเพียงอย่างเดียว แต่ภาคเอกชนเองก็ต้องหยุดบ่นว่าเด็กจบใหม่ไม่มีคุณภาพ แล้วหันมาร่วมมือกับชุมชนและสังคมเพื่อสร้างทักษะที่โลกการทำงานต้องการจริงๆ เพราะในอีก 10 ปีข้างหน้า งานที่เด็กๆ กำลังเรียนอยู่อาจจะไม่มีอยู่แล้ว โจทย์ใหญ่คือเราจะปั้นเด็กไทยให้เติบโตเป็น "พลเมืองโลก" (Global Citizen) ที่อยู่รอดในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวนได้อย่างไร

การศึกษาไทยเผชิญวิกฤติจากระบบที่ล้าสมัยเหมือนสายพานการผลิต และนโยบายขาดความต่อเนื่องจากการเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยครั้ง ส่งผลให้เกิดปัญหาพื้นฐาน เช่น เด็กมัธยมยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
ข้อเสนอทางออกคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริม "ความอยากรู้อยากเห็น" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่นำไปสู่การเรียนรู้และความมั่นใจของเด็ก
โรงเรียนควรเปลี่ยนบทบาทเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ลองผิดลองถูกและกล้าตั้งคำถาม เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้
การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และสังคม เพื่อร่วมกันสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคตและปั้นเด็กไทยให้เป็นพลเมืองโลก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ผ่าทางตันการศึกษา​ไทย​ โดยใช้วงจรแห่ง ‘ความอยากรู้อยากเห็น’ กุญแจสู่ความสำ​เร็จ​

วงจรแห่ง ‘ความอยากรู้อยากเห็น’ กุญแจสู่ความมั่นใจ ทางออกที่ ดร.การดี เสนอคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ "ความอยากรู้อยาก...