ทำไมเด็กไทยส่วนใหญ่เรียนเฉลี่ยแค่ ม.3 ? หรือเพียง 9 ปีการศึกษา ปัญหากับดักรายได้ปานกลาง ความจริงที่ทำให้ประเทศไปไม่ถึงไหนในเวทีโลก
.
คนที่กำลังอ่านโพสต์นี้อยู่ คุณเรียนจบชั้นไหน และใช้เวลาเรียนมากี่ปี ? เราโตมากับประเทศที่รัฐบาลบอกกับเราว่า ‘เด็กไทยเรียนฟรี 15 ปี’ แต่มัน ‘ฟรี’ จริง ๆ ไหม ฟรีค่าเทอม ฟรีค่าชุดนักเรียน ฟรีค่าอาหาร เรียนฟรีที่ว่า ดูแลแค่ไหนสำหรับครอบครัวรายได้น้อยถึงยากจนมาก ?
.
จากการสัมภาษณ์ ดร. ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. ในคลิป ‘จากไทยสู่เวทีนานาชาติ : กสศ. ร่วมถอดรหัสปัญหาเด็กนอกระบบ 273 ล้านคน’ ช่อง BT beartai ทำให้เรามองเห็นปัญหาว่าเพราะอะไรที่ทำให้เด็กไทยไปได้ไม่ไกลเกิน ม.3 ทั้งที่รัฐบาลก็มีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ออกมาตั้งนาน แต่เบื้องหลังของเด็กที่เรียนไม่ถึง 15 ปี และเผลอ ๆ เรียนไม่ถึง 9 ปี มันไม่ใช่เพราะเขาเป็นเด็กเกเร แต่มันมีปัจจัยเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่านั้น และในโพสต์นี้เราจะมาแบไต๋ว่าเพราะอะไรเด็กไทยหลายคนถึงไปไกลได้แค่ ม.3
.
นโยบายเรียนฟรี 15 ปี : นโยบายที่ไม่ได้ฟรีจริง ?
.
กระทรวงศึกษาธิการได้จัดนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ เพื่อเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐาน รองรับสภาวะเศรษฐกิจ และลดภาระค่าครองชีพของประชาชน เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กยากจนไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษา โดยช่วยผ่อนเบาภาระการเล่าเรียน ดังนี้
.
1. หมวดค่าเล่าเรียน ให้ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลาย/ปวช. เริ่มตั้งแต่ 1,700 - 11,900 บาทต่อปี
.
2. หมวดหนังสือเรียน ให้ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลาย/ปวช. เริ่มตั้งแต่ 200 - 1,000 บาทต่อปี
.
3. หมวดอุปกรณ์การเรียน ให้ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลาย/ปวช. เริ่มตั้งแต่ 100 - 230 บาทต่อปี
.
4. หมวดเครื่องแบบนักเรียน ให้ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลาย/ปวช. เริ่มตั้งแต่ 300 - 900 บาทต่อปี
.
5. หมวดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน เช่น กิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี ให้ตั้งแต่อนุบาลถึงมัธยมปลาย/ปวช. เริ่มตั้งแต่ 215 - 530 บาทต่อปี
.
ทั้งหมดนี้รัฐบาลออกให้เป็นอัตราค่าใช้จ่ายต่อหัว เรียงตั้งแต่อนุบาล - มัธยมปลาย / ปวช.
จะเห็นว่าหลาย ๆ หมวดแม้ดูเหมือนจะครอบคลุมตั้งแต่ค่าเล่าเรียน ไปจนถึงกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ถือเป็นการ ‘บรรเทาภาระค่าใช้จ่าย 15 ปี แต่ไม่ได้สอดคล้องกับยอดจ่ายจริงของค่าครองชีพ’
.
ถ้าเราไปถามผู้ปกครองที่จ่ายค่าเทอมจริง ๆ แม้ว่าจะเป็นโรงเรียนของรัฐบาล ค่าใช้จ่ายก็ยังบานปลาย โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอมใหญ่ที่เด็ก ๆ ต้องซื้อชุดนักเรียนใหม่ โดยการดูแลของรัฐบาลยังไม่ครอบคลุมไปถึงค่าเดินทาง ค่าอาหารเช้า และอื่น ๆ ยิบย่อยที่มีส่วนสำคัญต่อการส่งเด็ก 1 คนไปโรงเรียน และจากตรงนี้เองหรือเปล่าที่ทำให้เด็กไทยหลักล้านคนหลุดออกจากระบบการศึกษา
.
เพราะความยากจน คนถึงเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา
.
คลิป ‘แบไต๋ในคลองเตย’ ก่อนหน้านี้ เราเคยพาผู้ชมไปเจอกับเด็ก ๆ ที่ไม่มีทุนทรัพย์ในการไปเรียนหนังสือ หลาย ๆ เคสต้องออกมาอยู่บ้านและทำงานเพื่อหาเงินดำรงชีพ และมองว่าการศึกษาคืออุปสรรคในการทำรายได้มาจุนเจือครอบครัวด้วยซ้ำ ซึ่งจากข้อมูลข้างต้นอย่างนโยบาย ‘เด็กไทยเรียนฟรี’ ก็คงตอบคำถามไปบ้างแล้วว่า เพราะอะไรเขาถึงเลือกไม่ไปโรงเรียน แล้วเอาเวลามาหาเงินใช้เองดีกว่า แต่เพื่อให้เห็นภาพได้ลึกมากขึ้นลองมาดูตัวเลขกันก่อน
.
รายงานปีการศึกษา 2567 ประเทศไทยมีเด็กอายุ 3-14 ปี (ช่วงที่ต้องเรียนการศึกษาภาคบังคับ) ทั้งหมด 8.5 ล้านคน ในจำนวนนี้จัดอยู่ในกลุ่มที่มีปัญหาเศรษฐกิจรายได้อยู่ใต้เส้นความยากจนเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา จำนวน 3 ล้านคน โดยกลุ่มที่เผชิญภาวะวิกฤตที่สุดและจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนที่ กสศ. เรียกว่า นักเรียนทุนเสมอภาค หรือกลุ่มยากจนพิเศษ มีอยู่ 1.3 ล้านคน
.
นอกจากนี้ จากข้อมูลรายงานประจำปี 2568 ของ กสศ. พบว่า เด็กกลุ่มยากจนพิเศษ (Extreme poor) มีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนเพียง 1,236 บาทต่อคนต่อเดือน หรือประมาณ 41 บาทต่อวัน คิดเป็นเพียงร้อยละ 40.62 ของเส้นความยากจนประเทศ
.
และเด็กยากจนพิเศษ ถึง 44.43% มีภาระครัวเรือนอาศัยอยู่กับผู้สูงอายุเกินกว่า 60 ปี ภาระอยู่กับคนว่างงานที่ 27.3% และมีภาระคนพิการ/เจ็บป่วยเรื้อรังที่ 12.41%
.
จากตัวเลขจะเห็นเลยว่าลำพังแค่ใช้ชีวิตก็ลำบากแล้ว ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาที่คิดเป็นสัดส่วน 60-80% ของค่าใช้จ่ายทางการศึกษาทั้งหมดสำหรับครอบครัวกลุ่มนี้ การที่รัฐช่วยสนับสนุนค่าหนังสือหรือเสื้อผ้า จึงไม่เพียงพอที่จะช่วยเด็กให้อยู่ในระบบได้ และนำไปสู่ปัญหาเรียนไม่จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลุดจากระบบการศึกษา
.
วิกฤตทุนมนุษย์ และกับดักรายได้ปานกลางของไทย
.
ดร. ไกรยส เล่าว่า ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์การศึกษา การที่เด็กหลุดจากระบบการศึกษาและไม่ได้ไปเรียนต่อมันสะท้อนเศรษฐกิจหลายด้าน เพราะสิ่งที่มีมูลค่ามากที่สุดในระบบคือ ‘คน’ หรือในภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ‘ทุนมนุษย์’ (Human Capital) ดังนั้นหากคนไม่ได้รับโอกาสพัฒนาตนเองเต็มตามศักยภาพไทยก็จะขาดนักสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ และนำไปสู่การขาดการจ้างงาน และมันก็นำไปสู่ปัญหาใหญ่ที่ว่า เมื่อไม่มีคนทำงาน (ที่มีทักษะ) = ประเทศก็ไม่เติบโตไปสู่ประเทศรายได้สูง และติดกับดัก ‘รายได้ปานกลาง’ ต่อไป
.
คนอายุ 15 ปีขึ้นไป มีการศึกษากี่ปี ? นี่คือดัชนีการวัดความพร้อมของเด็กที่มีทักษะในการโตไปเป็นแรงงานคุณภาพของประเทศนั้น ๆ โดยจะนับตั้งแต่ชั้น ป.1 ถึง ม.3 ซึ่งตัวเลขที่ดีสำหรับจำนวนปีที่เด็กควรได้รับการศึกษาควรจะเฉลี่ยที่ 12-14 ปี (จบมัธยมปลาย ถึงอุดมศึกษา) แต่เด็กไทยมีการศึกษาเฉลี่ยแค่ 9 ปีกว่า ๆ เท่านั้น หมายความว่าเด็กไทยหลายคน ‘หลุดจากระบบการศึกษาตั้งแต่มัธยมต้น’ อ้างอิงจากข้อมูลมีเด็กและเยาวชนไทยที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ (ป.1-ม.3) อยู่ถึง 387,591 คน
.
ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นเสือเศรษฐกิจอย่างสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง เฉลี่ยการเรียนอยู่ที่ 12-14 ปี (จบมัธยมปลาย หรือมหาวิทยาลัย) จึงนำมาสู่ปัญหาที่ว่า ถ้าประเทศไทยเด็กหลุดเป็นล้านและเด็กยังขาดทักษะที่สามารถนำมาใช้ได้ในตลาดแรงงาน อนาคตของประเทศก็จะยังเป็นประเทศด้อยพัฒนา และวนลูปแบบนี้เรื่อย ๆ รัฐบาลอาจจะต้องอัดงบประมาณเรียนฟรี หรือให้ความสำคัญกับการศึกษามากกว่านี้ไหม ?
.
นี่จึงเป็นเป้าหมายหลักของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ว่า จะทำอย่างไรให้เด็กไทยไปได้ไกลกว่ามัธยมศึกษาปีที่ 3 เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กคนเดียว แต่ยังเป็นเรื่องของปากท้องคนในประเทศด้วย
.
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราสามารถพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้แล้ว ก็ต้องไปตั้งคำถามกับหลักสูตรการศึกษาพร้อมกันด้วยว่า ‘คุณภาพของการศึกษาของไทย’ ตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน และเพียงพอต่อตลาดแรงงานด้วยหรือเปล่า ซึ่งนี่ก็เป็นอีกประเด็นที่รัฐบาลไทยอาจจะต้องหาทางออก
.
พออ่านมาถึงตรงนี้ เราจะเห็นภาพที่กว้างขึ้นมาแล้วว่า การติดกับดักรายได้ปานกลางมานานกว่า 30 ปี ไม่ใช่เพราะเราไม่มีงานให้ทำ แต่เพราะเราสูญเสีย ‘ทุนมนุษย์ที่มีศักยภาพ’ ไปตั้งแต่ในห้องเรียนมัธยมต้นแล้วต่างหาก คุณคิดว่ารัฐบาลควรมีแนวทางอย่างไรในการแก้ไขปัญหานี้ได้บ้าง ?
.
#BTbeartai #กสศ #EEF #การศึกษาไทย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น