วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กิเลส 10 เปรียบเสมือน "สิ่งสกปรกที่เกาะกินจิตใจ" ทำให้จิตใจเศร้าหมอง และเป็นรากเหง้าที่ทำให้เราทำผิดพลาดหรือเกิดความทุกข์ซ้ำๆ

 กิเลส ๑๐


รากเหง้าของความทุกข์ ได้แก่



 1. โลภะ

 2. โทสะ

 3. โมหะ

 4. มานะ

 5. ทิฏฐิ

 6. วิจิกิจฉา

 7. ถีนมิทธะ

 8. อุทธัจจกุกกุจจะ

 9. อหิริกะ

 10. อโนตตัปปะ


กิเลส 10 ในทางพุทธศาสนา (โดยเฉพาะในคัมภีร์พระอภิธรรม) เปรียบเสมือน "สิ่งสกปรกที่เกาะกินจิตใจ" ทำให้จิตใจเศร้าหมอง และเป็นรากเหง้าที่ทำให้เราทำผิดพลาดหรือเกิดความทุกข์ซ้ำๆ 


นี่คือรายละเอียดของกิเลสทั้ง 10 ตัวที่แบ่งออกเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นครับ


1. กลุ่ม "สามทหารเสือ" (อกุศลมูล)

กลุ่มนี้คือตัวแม่ที่บงการทุกอย่าง


• โลภะ : ความโลภ ความอยากได้ ความติดใจในกามคุณหรือสิ่งของ เปรียบเหมือน "ยางเหนียว" ที่ทำให้เราสลัดออกยาก


• โทสะ : ความโกรธ ความพยาบาท ความไม่พอใจ เปรียบเหมือน "ไฟ" ที่เผาทั้งคนอื่นและใจตัวเอง


• โมหะ : ความหลง ความไม่รู้ตามความเป็นจริง ความงมงาย เปรียบเหมือน "หมอก" ที่ทำให้เรามองไม่เห็นทางที่ถูก


2. กลุ่ม "อีโก้และทิฐิ"

กลุ่มที่สร้างกำแพงระหว่างเรากับความจริง


• มานะ : ความถือตัว การเปรียบเทียบว่า "ฉันเก่งกว่า" "ฉันด้อยกว่า" หรือ "ฉันเสมอเขา" ทำให้เกิดทิฐิมานะและไม่ยอมรับฟังใคร


• ทิฏฐิ : ความเห็นผิด การยึดติดในความคิดหรือความเชื่อที่คลาดเคลื่อนจากหลักความเป็นจริง (เช่น เชื่อว่าทำดีไม่ได้ดี หรือโลกนี้ไม่มีเหตุและผล)


3. กลุ่ม "ความลังเลและเหนื่อยหน่าย"

กลุ่มที่บั่นทอนกำลังใจและการลงมือทำ


• วิจิกิจฉา : ความลังเลสงสัย ตัดสินใจไม่ได้ สงสัยในคุณของพระรัตนตรัย หรือสงสัยในทางปฏิบัติของตนเองจนไม่ก้าวหน้า


• ถีนมิทธะ : ความหดหู่ ความง่วงเหงาหาวนอน ความขี้เกียจ และความท้อแท้ของจิตใจ


4. กลุ่ม "วุ่นวายใจ"

• อุทธัจจกุกกุจจะ : ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ จิตที่ซัดส่ายไปมาเหมือนลิง และการกังวลถึงความผิดพลาดในอดีตที่แก้ไขไม่ได้


5. กลุ่ม "ไร้เกราะป้องกัน"

สองตัวนี้อันตรายมาก เพราะเป็นตัวที่ทำให้เรา "กล้าทำชั่ว" ได้อย่างไร้ยางอาย


• อหิริกะ : การขาดความละอายต่อบาป ไม่รู้สึกละอายใจเมื่อคิดหรือทำสิ่งที่ไม่ดี


• อโนตตัปปะ : การขาดความเกรงกลัวต่อบาป ไม่กลัวผลกระทบหรือวิบากกรรมที่จะตามมาจากการกระทำของตน


สรุปสั้นๆ ให้เห็นภาพ

กิเลส 10 เหมือน "ฝุ่นและโคลน" ที่มาเคลือบกระจกใจของเราครับ


• ถ้ากิเลสเยอะ กระจกก็มัว มองอะไรก็เพี้ยน (ตัดสินใจผิด)


• ถ้ากิเลสน้อย กระจกก็ใส มองเห็นความจริงตามที่เป็น (มีความสุขและสงบ)


เกร็ดธรรม: วิธีรับมือที่สั้นที่สุดคือการมี "สติ" ครับ เมื่อสติเกิด กิเลสจะวางมือชั่วคราว เพราะแสงสว่าง (ปัญญา) ย่อมไล่ความมืด (กิเลส) ออกไปได้เสมอ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

วิธีฝึกสติ

 ขยายความในส่วนของ "วิธีฝึกสติ" เพื่อให้ทันรอยต่อระหว่างเวทนากับตัณหาในสถานการณ์จริง การจะหยุดปฏิจจสมุปบาทในชีวิตจริงไม่ใช่เรื่องข...