วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569

เทรนด์มาแรง 2026 “Anti-AI Marketing” ลูกค้าเริ่มเบื่อ AI ไม่อยากให้แบรนด์ใช้ทำการตลาด - MarketThink



ในปี 2025 ที่ผ่านมา เราได้เห็น AI มีบทบาทต่อการทำคอนเทนต์ และการตลาดของแบรนด์ต่าง ๆ เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น

- คลิปวิดีโอโฆษณาที่สร้างด้วย AI ไม่ต้องใช้คนจริงแสดง
- ไลฟ์ขายสินค้าด้วย AI ที่ทำได้แทบจะตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องมีพัก
- ภาพโฆษณาที่สร้างด้วย AI ไม่ต้องมีกราฟิกดิไซเนอร์ อยู่เบื้องหลัง
- แคปชันโซเชียลมีเดีย ที่คิดขึ้นด้วย AI เก็บครบทุกคีย์เวิร์ดตามที่นักการตลาดต้องการ

สาเหตุที่ทำให้คอนเทนต์ และการตลาดของแบรนด์ต่าง ๆ มี AI อยู่เบื้องหลังมากขึ้น ก็เป็นเพราะในปัจจุบัน AI หลายตัวมีความเก่ง และได้รับการพัฒนาจนสามารถสร้างคอนเทนต์ ได้อย่างสมจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ 

อย่างไรก็ตาม การที่ใคร ๆ ก็ต่างใช้ AI ทำคอนเทนต์เหมือนกันไปหมด ทำให้คนจำนวนไม่น้อยมองว่าคอนเทนต์ หรือการตลาดที่ได้จาก AI เป็นสิ่งที่น่าเบื่อ ขาดความเป็นธรรมชาติ และไม่มีความเป็นมนุษย์ 

ทำให้ในปีนี้ คาดการณ์กันว่าจะเป็นปีแห่งเทรนด์ที่ชื่อว่า Anti-AI Marketing หรือเป็นเทรนด์การ “ต่อต้าน” AI ที่ใช้ทำการตลาด และทำคอนเทนต์ ของแบรนด์ต่าง ๆ โดยเฉพาะ

แล้วเทรนด์ Anti-AI Marketing เป็นอย่างไร ? MarketThink สรุปให้อ่านกันในโพสต์นี้..

- Anti-AI Marketing เป็นเทรนด์การตลาด ที่คาดว่าจะได้รับความนิยมในปี 2026 นี้ จากมุมมองของผู้บริโภคและแบรนด์ ที่รู้สึกเบื่อหรือไม่ชื่นชอบการใช้ AI ในการสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ 

เพราะผลงานที่ได้จาก AI มักขาดความเป็นธรรมชาติ ไม่สมจริง หรือบางครั้งก็มีองค์ประกอบบางอย่างที่ทำให้รู้ว่าเป็นผลงานที่สร้างขึ้นโดย AI

โดยเทรนด์ Anti-AI Marketing จะหันไปให้ความสำคัญกับคุณค่าของผลงานที่คนเป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้น ทำให้มีความเป็นมนุษย์และมีความแตกต่าง เป็นการทดแทน

ซึ่งในปี 2026 นี้ เริ่มเห็นภาพอย่างชัดเจนแล้วว่า Anti-AI Marketing กำลังเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในมุมของผู้บริโภค ที่ทำให้แบรนด์ต้องปรับตัว 

จากการศึกษาของบริษัทด้านการวิจัยตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภค พบแนวโน้มเกี่ยวกับเทรนด์ Anti-AI Marketing ที่น่าสนใจ ได้แก่

1. แบรนด์จะเริ่มชูจุดเด่น ไม่ใช้ AI กันมากขึ้น

ข้อมูลจาก Gartner พบว่า ในช่วงปี 2026-2027 นี้ มีแนวโน้มว่าแบรนด์ต่าง ๆ จะเริ่มนำหลักการ “ไม่ใช้ AI ในสินค้าและการทำธุรกิจ” มาเป็นจุดขายหลักของแบรนด์ เพื่อสร้างความแตกต่างว่าแบรนด์มีความจริงใจกับผู้บริโภค

เพราะ Gartner พบว่า ผู้บริโภคกว่า 72% กังวลว่า AI จะกลายเป็นเครื่องมือกระจายข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ ทำให้แบรนด์ที่ประกาศตัวว่าจะไม่ใช้ AI ทำการตลาด จะเป็นแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์พรีเมียมกว่า ในสายตาของผู้บริโภค

2. ผู้บริโภคทั่วโลกส่วนใหญ่ ไม่ชอบให้แบรนด์นำ AI มาใช้

จากการศึกษาของ Edelman พบว่า ผู้บริโภคทั่วโลกเพียง 44% เท่านั้นที่รู้สึก “สบายใจ” หากแบรนด์ต่าง ๆ จะนำ AI มาใช้กับธุรกิจ

3. 1 ใน 3 ของผู้บริโภค เลือกที่จะหนีคอนเทนต์ออนไลน์ ไปหาประสบการณ์แบบออฟไลน์

Forrester พบว่า ผู้บริโภคทั่วโลกจำนวนมาก กำลังเบื่อคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ จนทำให้ผู้บริโภคกว่า 33% เลือกหันไปหาประสบการณ์แบบออฟไลน์แทน

นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่า ผู้บริโภคเพียง 41% เท่านั้น ที่ชอบใช้บริการ “แช็ตบอต” AI ของแบรนด์ต่าง ๆ และระบุว่า แช็ตบอต AI แก้ไขปัญหาได้ดีกว่ามนุษย์ 

ในขณะที่ผู้บริโภคกว่า 56% ยังรู้สึกไม่สบายใจที่จะใช้ AI ทำเรื่องต่าง ๆ แทนตัวเอง

4. คอนเทนต์จากแบรนด์ จะมีความ Authentic มากขึ้น

และแนวโน้มสุดท้ายที่พบคือ ในปี 2026 นี้ ผู้บริหารด้านการตลาดของแบรนด์ต่าง ๆ มีทิศทางในการทำคอนเทนต์ โดยจะให้ความสำคัญกับ User-Generated Content (UGC)

ซึ่งเป็นคอนเทนต์ที่ผู้บริโภคเป็นผู้สร้างขึ้นเอง มากกว่าคอนเทนต์ที่สร้างขึ้นด้วย AI เพราะเป็นคอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือ และมีความจริงใจมากกว่า

แล้วทีนี้ หากผู้บริโภคไม่ชอบให้แบรนด์ใช้ AI มาทำคอนเทนต์และการตลาดแบบนี้ แล้วแบรนด์ต่าง ๆ จะปรับตัวอย่างไร เพื่อรับมือกับเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้น

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดเลยก็คือ ตอนนี้หลายแบรนด์เริ่มแสดงจุดยืนด้านความเป็นแบรนด์ “Human Made” หรือการเป็นแบรนด์ที่ไม่ใช้ AI และมีมนุษย์เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงาน 

โดยกลยุทธ์ที่แบรนด์สามารถทำได้ เพื่อสร้างแบรนด์ที่มีความเป็น Human Made ก็อย่างเช่น

1. การใช้กลยุทธ์การตลาด เน้นการสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภค เช่น

- Sensory Marketing 

การตลาดที่ใช้การรับรู้ทางด้านประสาทสัมผัส ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง และการสัมผัส เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคจับต้องได้

- Event Marketing 

การตลาดที่สามารถสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับแบรนด์ให้กับผู้บริโภคได้สัมผัสด้วยตัวเอง ผ่านการจัดงานอิเวนต์ กิจกรรม เวิร์กช็อป หรือการเปิดหน้าร้านแบบ Pop-Up Store ชั่วคราวในสถานที่ต่าง ๆ

2. ใช้กลยุทธ์ Authentic Storytelling 

เพื่อเล่าหรือนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ของแบรนด์ให้มีความน่าสนใจ มีความเป็นธรรมชาติ เข้าถึงง่าย และเป็นกันเอง

รวมถึงใช้กลยุทธ์ User-Generated Content (UGC) หรือคอนเทนต์ที่ลูกค้าของแบรนด์เป็นผู้สร้างขึ้น ซึ่งมีความเป็นธรรมชาติ เหมือนลูกค้าเป็นผู้บอกต่อความประทับใจด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่คอนเทนต์ที่สร้างขึ้นโดย AI ไม่สามารถทำได้

3. โชว์เบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงาน

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่แบรนด์ต่าง ๆ สามารถทำได้ก็คือ การนำเบื้องหลังของการสร้างสรรค์ผลงาน มาใช้เป็นคอนเทนต์ที่สื่อสารถึงผู้บริโภค ว่าผลงานที่ผู้บริโภคได้เห็น ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วย AI เช่น

- เบื้องหลังการถ่ายภาพ
- เบื้องหลังการถ่ายภาพยนตร์โฆษณา
- เบื้องหลังการทำกราฟิกสวย ๆ 

อย่างไรก็ตาม หากแบรนด์ยังคงมีความจำเป็นต้องใช้ AI ในการสร้างสรรค์ผลงาน อีกหนึ่งทางเลือกที่แบรนด์สามารถแสดงออกต่อผู้บริโภคได้ ก็คือ การแสดงความโปร่งใสด้านการใช้ AI ให้ผู้บริโภคเห็นอย่างชัดเจน 

โดยอาจทำสัญลักษณ์ หรือใส่ข้อความระบุไว้ว่า คอนเทนต์หรือผลงานนี้บางส่วนถูกสร้างขึ้นด้วย AI ก็ได้เช่นกัน

เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า AI มีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของนักการตลาด โดยเฉพาะการทำให้งานของนักการตลาดง่ายขึ้น และใช้เวลาน้อยลง 

เพียงแต่การใช้ AI อาจต้องมีขอบเขตที่เหมาะสม ไม่มากเกินไปจนผู้บริโภครู้สึกถึงความไม่สมจริง

#AI
#การตลาด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ไม่ต้องเก่ง…แต่อย่าหยุด: วิธีคิด Kaizen ที่เปลี่ยนชีวิตได้จริง

ไม่ต้องเก่ง…แต่อย่าหยุด: วิธีคิด Kaizen ที่เปลี่ยนชีวิตได้จริง 💭 เคยตั้งเป้าใหญ่แล้วไปไม่ถึงไหม? ความจริงคือ…ปัญหาอาจไม่ใช่ “คว...