นิสัยของ “ครู” ที่ไม่ควรไปต่อ
ไม่ใช่เพราะไม่เก่ง…
แต่เพราะ ใจและจิตสำนึกไม่พร้อมจะเป็นครู
ครูที่มีเรื่องชู้สาว ผิดศีลธรรมร้ายแรง
ล้ำเส้นความเหมาะสมทางเพศ
ทำลายความไว้วางใจของสังคม
ไม่ว่าจะกับศิษย์ ผู้ปกครอง หรือเพื่อนร่วมงาน
ต่อให้เก่งแค่ไหน ความรู้ก็ไม่อาจลบล้างบาดแผลทางจริยธรรมได้
เพราะครูคือแบบอย่าง
และเรื่องชู้สาวคือการทรยศต่อความเป็นครูโดยตรง
ครูที่เอา “อำนาจ” มาก่อน “เมตตา”
ใช้อายุงาน ตำแหน่ง หรือระบบราชการ
เป็นเครื่องมือกดทับคนอื่น
แทนที่จะใช้เพื่อปกป้องและพัฒนาศิษย์
ครูที่ดูถูกศิษย์
พูดจาเหยียด หยาม ประชดประชัน
ทำลายศักดิ์ศรีและความมั่นใจของเด็ก
ลืมไปว่า หน้าที่ของครูคือสร้างคน ไม่ใช่ตัดสินคน
ครูที่ไม่ยอมรับความผิด
สอนเด็กให้รับผิดชอบ
แต่ตัวเองไม่เคยขอโทษ
โทษทุกอย่าง ยกเว้นตัวเอง
ครูที่อิจฉาความก้าวหน้าของคนอื่น
ไม่ยินดีกับความสำเร็จของเพื่อนครู
มองทุกความสามารถใหม่เป็นภัย
ทั้งที่โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ของการแบ่งปัน ไม่ใช่สนามอีโก้
ครูที่หยุดเรียนรู้
ยึดติดวิธีสอนแบบเดิม
ดูถูกเทคโนโลยีและคนรุ่นใหม่
บ่นว่าเด็กเปลี่ยน แต่ไม่เคยยอมเปลี่ยนตัวเอง
ครูที่ทำผิดวินัยข้าราชการ
ละเลยหน้าที่ เอื้อประโยชน์ส่วนตน
ทุจริต ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
วินัยไม่ใช่เรื่องเล็ก
เพราะมันคือหลักประกันความยุติธรรมของระบบการศึกษา
ครูที่ผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ
ใช้คำพูด การกระทำ หรืออำนาจ
ในทางที่ทำร้ายศิษย์ เพื่อนร่วมงาน หรือวิชาชีพ
ต่อให้ไม่ผิดกฎหมาย
แต่ถ้าผิดจรรยาบรรณ
ความเป็นครูก็สั่นคลอนทันที
ครูที่ทำร้ายกันเอง
นินทา ใส่ร้าย กลั่นแกล้งทางอ้อม
สร้างบรรยากาศเป็นพิษในโรงเรียน
จนลืมไปว่า เด็กคือผู้รับผลกระทบมากที่สุด
ครูที่ใช้ศีลธรรมเป็นเพียงหน้ากาก
สอนคุณธรรมบนกระดาน
แต่ใช้ชีวิตสวนทางหลังห้องเรียน
คำสอนจึงไม่ศักดิ์สิทธิ์
เพราะเด็กเชื่อ “การกระทำ” มากกว่า “คำพูด”
อาชีพครู ไม่ใช่ตำแหน่ง
แต่คือความรับผิดชอบต่อชีวิตคน
หากวันหนึ่ง
ความเมตตาหายไป
ความถ่อมตนหมดลง
และไม่กล้ายอมรับความผิดของตนเอง
บางครั้ง…
การ “ไม่ไปต่อ”
อาจเป็นความซื่อสัตย์สูงสุด
ต่อศิษย์ ต่อโรงเรียน ต่อวิชาชีพ
และต่อศักดิ์ศรีของคำว่า ครู
#ครูต้องเป็นแบบอย่าง
#ไม่มีที่ยืนให้ครูไร้จรรยาบรรณ
#วิชาชีพครู
#ศีลธรรมต้องมาก่อนความเก่ง
#การศึกษาไม่ใช่อำนาจ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น