วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

งานเปลี่ยน แต่คนไม่พอ

 🌪 “งานเปลี่ยน แต่คนไม่พอ“

(เมื่อสงครามแย่งตัวคนเก่ง ปะทะโลกการทำงานที่ไม่เหมือนเดิม)



เราอาจกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญที่สุดของโลกการทำงานในรอบหลายสิบปี ช่วงเวลาที่ทั้ง “งาน” และ “คนทำงาน” กำลังถูกนิยามใหม่พร้อมกัน


ไม่ใช่เพียงเพราะ AI เริ่มเขียนโค้ดได้ ระบบอัตโนมัติเริ่มวิเคราะห์ข้อมูลแทนมนุษย์ หรือเครื่องมือดิจิทัลสามารถร่างอีเมลและสรุปรายงานได้รวดเร็วกว่าคน แต่เพราะ โครงสร้างของการทำงานทั้งหมดกำลังถูกเขียนใหม่ ตั้งแต่รูปแบบงาน วิธีทำงาน ไปจนถึงคุณค่าของแรงงานในระบบเศรษฐกิจโลก


คำถามที่ดังก้องอยู่ในห้องประชุมของผู้บริหารทั่วโลกวันนี้จึงไม่ใช่แค่

“เราจะหาคนเก่งเพิ่มได้อย่างไร?” แต่เปลี่ยนเป็น “ในวันที่งานเปลี่ยนเร็วกว่าคน องค์กรจะปรับตัวอย่างไรให้ยังแข่งขันได้?”


ภาพที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกคือ งานจำนวนมากกำลังเปลี่ยนหน้าตาไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่แรงงานที่มีทักษะตรงกับงานยุคใหม่กลับมีไม่เพียงพอ


แปลเป็นภาษาง่ายๆ คือ “งานแบบเดิมกำลังหายไป แต่คนที่ทำงานแบบใหม่กลับหาไม่ได้” และนี่ไม่ใช่ปัญหาของอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่เป็นพายุลูกใหญ่ที่ทุกองค์กรต้องเผชิญพร้อมกัน


====


🚩 ปัญหาแท้จริง คือ ไม่ใช่แค่คนไม่พอ แต่ “โมเดลการทำงาน” หมดอายุ?


หลายองค์กรยังคงพยายามแก้ปัญหาด้วยสูตรเดิมที่เคยใช้ได้ผลในอดีต

* เปิดรับสมัครเพิ่ม

* เสนอเงินเดือนสูงขึ้น

* แย่งตัวคนเก่งจากคู่แข่ง

* ใช้โบนัสหรือสวัสดิการดึงดูดคน


แต่ความจริงที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ คือ “สนามแข่งขันมันเปลี่ยนไปแล้ว แต่หลายองค์กรยังเล่นด้วยกติกาเดิม” ลองมองการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันอย่างน้อย 3 เรื่อง


1) คนรุ่นใหม่ไม่ได้ทำงานเพื่อเงินอย่างเดียวอีกต่อไป

แรงงานรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้เลือกงานจากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มถามคำถามใหม่กับชีวิตการทำงาน เช่น

* งานนี้มีความหมายต่อชีวิตไหม

* มีเวลาสำหรับครอบครัวและชีวิตส่วนตัวหรือไม่

* ทำงานแบบยืดหยุ่นได้หรือเปล่า

* องค์กรมีคุณค่าที่สอดคล้องกับสิ่งที่ตนเชื่อหรือไม่


หลายองค์กรยังคงวัดความทุ่มเทจากจำนวนชั่วโมงที่พนักงานอยู่ในออฟฟิศ ขณะที่คนทำงานรุ่นใหม่เริ่มให้คุณค่ากับผลลัพธ์มากกว่าการนั่งทำงานครบเวลา ผลลัพธ์คือ “องค์กรที่ไม่ปรับตัวเริ่มสูญเสียความสามารถในการดึงดูดคนรุ่นใหม่โดยไม่รู้ตัว”


2) เทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่าการเรียนรู้ของมนุษย์

* งานจำนวนมากที่เคยเป็นงานหลักของมนุษย์กำลังถูกระบบอัตโนมัติและ AI เข้ามาทำแทน ไม่ว่าจะเป็นงานวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน งานเอกสาร หรือแม้แต่งานเขียนบางประเภท

* ขณะเดียวกัน งานใหม่ที่เกิดขึ้นกลับต้องใช้ทักษะด้านข้อมูล เทคโนโลยี และการคิดเชิงวิเคราะห์ขั้นสูง

* ปัญหาคือ ระบบการศึกษาและระบบพัฒนาทักษะแรงงานยังปรับตัวไม่ทันความเร็วของเทคโนโลยี 

* จึงเกิดสถานการณ์ที่พบได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ว่า “คนจำนวนมากเรียนจบ แต่ทักษะที่เรียนกลับล้าสมัยไปแล้วตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มทำงานจริง” องค์กรจึงต้องรับภาระในการฝึกคนใหม่ตั้งแต่พื้นฐานอีกครั้ง


3) สงครามแย่งตัวคนเก่งที่แพงขึ้นทุกปี

* เมื่อความต้องการแรงงานทักษะสูงมากกว่าจำนวนคนที่มีอยู่ ตลาดแรงงานจึงกลายเป็นสนามประมูลตัวบุคลากร

* พนักงานสายเทคจำนวนมากเปลี่ยนงานทุก 1–2 ปี เพื่อเพิ่มรายได้และโอกาสเติบโตอย่างรวดเร็ว

* องค์กรที่แก้ปัญหาด้วยการทุ่มเงินซื้อตัวจึงต้องแบกรับต้นทุนจำนวนมาก ทั้งค่าใช้จ่ายในการสรรหา ค่าเรียนรู้งานใหม่ และความเสี่ยงที่คนจะย้ายออกอีกครั้งในเวลาไม่นาน

* สุดท้ายองค์กรได้คนเก่งมา แต่ทีมงานกลับไม่เคยมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะสร้างผลงานระยะยาว


====


📉 บทเรียนที่หลายองค์กรต้องจ่ายค่าเรียนมาแล้ว


* ประวัติศาสตร์ธุรกิจเต็มไปด้วยตัวอย่างองค์กรที่เคยประสบความสำเร็จ แต่ไม่สามารถปรับตัวทันโลกที่เปลี่ยนไป

* หลายบริษัทเคยมีทีมงานเก่ง เทคโนโลยีพร้อม และเงินลงทุนมหาศาล แต่ยังล้มได้ เพราะยังคิดและทำงานแบบเดิมในโลกที่ไม่เหมือนเดิมแล้ว

* ในอีกด้านหนึ่ง โปรเจกต์เทคโนโลยีจำนวนมากล้มเหลว ไม่ใช่เพราะขาดวิศวกรเก่ง แต่เพราะทีมเทคโนโลยีกับทีมธุรกิจไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน

* องค์กรจึงได้ระบบที่ล้ำ แต่ลูกค้าไม่ใช้ หรือได้ผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาจริงของตลาดได้

* ความจริงที่เริ่มชัดขึ้นคือ “ปัญหาไม่ใช่ขาดคนเก่ง แต่ขาดระบบที่ทำให้คนเก่งทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ”


====


🛠 ทางรอด คือ เลิกตามล่าซูเปอร์สตาร์ แล้วเริ่มสร้างระบบสร้างคน


องค์กรที่เริ่มปรับตัวได้ดีขึ้นมีแนวคิดร่วมกันอย่างหนึ่งคือ “แทนที่จะพยายามหาคนเก่งจากภายนอกเพียงอย่างเดียว พวกเขาเริ่มลงทุนสร้างคนเก่งจากภายใน”


1) Reskill คนในองค์กร คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

พนักงานเดิมมีข้อได้เปรียบสำคัญ คือเข้าใจธุรกิจ กระบวนการ และลูกค้าอยู่แล้ว

เมื่อองค์กรเพิ่มทักษะใหม่ให้คนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ข้อมูล การทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติ หรือทักษะดิจิทัลอื่นๆ ผลลัพธ์ที่ได้มักยั่งยืนกว่าการจ้างคนใหม่ทั้งหมด

นอกจากนี้ยังช่วยรักษาความรู้ภายในองค์กร และสร้างความผูกพันระยะยาวกับพนักงาน


2) สร้างทีมแบบ Hybrid Talent

โลกการทำงานใหม่ไม่ต้องการแค่คนเขียนโค้ดเก่ง หรือคนขายเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการคนที่เข้าใจทั้งเทคโนโลยีและธุรกิจในระดับหนึ่ง

หลายองค์กรจึงเริ่มสร้างทีมที่คนจากหลายสายงานทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แยก Tech กับ Business เป็นคนละโลกเหมือนในอดีต

เมื่อทีมสามารถพูดภาษาเดียวกันได้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่จึงเกิดขึ้นเร็วและตอบโจทย์ตลาดได้มากขึ้น


3) การเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

ทักษะที่เคยใช้ได้ตลอดชีวิตกำลังมีอายุสั้นลงเรื่อยๆ

คนทำงานจึงต้องเรียนรู้ใหม่เป็นระยะ และปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและตลาดแรงงาน

ในโลกที่ AI สามารถทำงานเชิงเทคนิคได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ทักษะที่สำคัญขึ้นกลับกลายเป็น

* การคิดเชิงซับซ้อน

* ความคิดสร้างสรรค์

* การสื่อสาร

* ความเข้าใจมนุษย์

* การทำงานร่วมกันในทีมที่หลากหลาย “ซึ่งยังเป็นสิ่งที่เครื่องจักรแทนมนุษย์ได้ยาก”


====


🔄 การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้กำลังคัดเลือกองค์กรและคนทำงานแบบใหม่


* ในอดีต คนที่ได้เปรียบอาจเป็นคนที่เรียนเก่งที่สุด หรือทำงานหนักที่สุด แต่ในโลกการทำงานยุคใหม่ คนที่ได้เปรียบคือคนที่ เรียนรู้เร็ว และปรับตัวได้ต่อเนื่อง

* องค์กรเองก็เช่นกัน องค์กรที่อยู่รอดไม่ใช่บริษัทที่มีเงินมากที่สุด หรือมีคนเก่งที่สุดในวันนี้ แต่คือองค์กรที่สามารถสร้างคนรุ่นต่อไปได้เร็วที่สุด เพราะท้ายที่สุด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า


“AI จะมาแทนคนหรือไม่” แต่คือ “ในวันที่งานเปลี่ยน คนที่ไม่ยอมเรียนรู้ใหม่ จะถูกแทนที่ก่อนหรือไม่?”

และบางที นี่อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดสำหรับทั้งองค์กรและคนทำงานในทศวรรษนี้


#วันละเรื่องสองเรื่อง

#FutureOfWork

#TechTalentWar

#Reskilling

#HybridTalent

#Adaptability

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ล้านแรกใน 90 วันและ 288 ล้านบาทใน 3 ปีสรุปกลยุทธ์ที่ใช้

. จากทีมเล็ก 2–3 คน ไม่มีทุน ไม่มีลูกค้า ภายใน 3 ปี กลายเป็นเครื่องมืออันดับต้น ๆ ของสาย Creator และ AI video tool ทำรายได้แตะ 2...