เดี๋ยวก่อน ๆ อย่าพึ่งด่ากัน ฮ่าา
วันนี้ของดีและใหม่มาก ไม่เกี่ยวกับ AI ด้วย
เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่แอดรู้สึกว่า ว้าว มันทำแบบนี้ได้ด้วยหรอ ฮ่าาา
น่าสนใจมาก แอดก็พึ่งมารู้จักตอนสรุปคลิปนี้แหละ
.
อาชีพนี้ชื่อว่า Clipping Agency
เป็นอาชีพที่ทำการตลาดให้บริษัทต่าง ๆ
ด้วยราคาที่ถูกมาก แต่สิ่งที่ได้คือ Engage กว่า 20M วิว
เดี๋ยวเราลองมาดูกันว่าเขาทำได้ยังไงบ้าง ไปดูวว
วันนี้ยาวนิดนะ เอาแบบละเอียดเลยฮ่าาา
==========
1. จากเด็กมีเงิน 88 ดอลลาร์ สู่เจ้าของ Clipping Agency 35,000 ดอลต่อเดือน
Evan อายุ 20 เป็นเด็กมหาลัยธรรมดาเมื่อ 11 เดือนก่อน
ในบัญชีมีอยู่แค่ 88 ดอลลาร์ ไม่มีคอนเนกชัน ไม่มีชื่อเสียง
แต่วันนี้เขาทำกำไรได้เดือนละประมาณ 35,000 ดอลลาร์
ด้วยธุรกิจชื่อ Clipping Culture ที่เขาเรียกว่า Clipping Agency
.
มารู้จักกันก่อนว่า Clipping Agency คืออะไร
กระบวนการมันเป็นแบบนี้
.
Evan ไปคุยกับแบรนด์ ค่ายเพลง เกม หนัง
แล้วบอกว่า ส่งไฟล์ยาว ๆ มา เดี๋ยวผมจะให้กองทัพคนตัดคลิป
ช่วยกันตัด ทำคลิปสั้น แล้วเอาไปโพสต์ลง TikTok Reels Shorts
ให้คุณได้ ล้าน ๆ วิว แบบจ่ายเท่าที่ผลมันเกิดขึ้นจริง
.
แบรนด์จะให้ งบแคมเปญ มา เช่น 10,000 ดอลลาร์
Evan ตั้งดีลว่า จ่ายให้คนตัดคลิปเป็น CPM
เป็นการจ่ายตามวิว เช่น 1 ดอลลาร์ต่อ 1,000 วิว
ถ้าอยากได้ 10 ล้านวิว ก็ใช้งบ 10,000 ดอลลาร์
.
เขาเก็บค่าบริการจากแบรนด์ประมาณ 30% ของงบ
เช่น งบ 10,000 ดอลลาร์
7,000 ดอลลาร์เอาไปจ่ายให้เหล่า Clipper
3,000 ดอลลาร์คือกำไรของเอเจนซี
และข้อเสนอที่ขายคือ จ่ายตามผลลัพธ์จริง
อยากได้ยอดวิวเท่าไหร่ ใส่เงินลงมาก้อนหนึ่ง
แล้วค่อยมาเก็บผลทีหลัง
==========
2. เครื่องจักรทำเงินชื่อ Clipping Culture
หัวใจของธุรกิจนี้ไม่ใช่แค่ Evan คนเดียว
แต่คือ Community ที่มี Clipper กว่า 38,000 คนอยู่ข้างใน
.
ด้านหน้าเขาทำเป็นหน้า Store Landing Page ให้คนกด Join ฟรี
พอเข้ามาข้างใน จะเจอหลายห้อง เช่น
- ห้องประกาศแคมเปญใหม่ ๆ
- คอร์สสอน Clipping ฟรี ประมาณ 20 นาที
- สอนตั้งแต่การสร้างแอคเคานต์ การตัดต่อเบื้องต้น
- ให้เด็กที่ไม่เคยทำมาก่อนหารายได้ดอลลาร์ก้อนแรกได้
- ห้องแชตถามตอบ
.
แต่ห้องที่สำคัญที่สุดคือ
Content Rewards App
ตรงนี้คือที่ที่ งานจริง เกิดขึ้น
.
ตัวอย่างการทำงานของหนึ่งแคมเปญ
แบรนด์ เช่น ศิลปิน เกม หนัง ส่งคอนเทนต์ต้นฉบับมา
เช่น MV Trailer เกม คลิปเบื้องหลัง Podcast
.
ทีม Evan สร้างหน้าแคมเปญขึ้นมา
ในหน้านั้นจะมี ชื่อแคมเปญ รูปปก
และ รายละเอียดว่าอยากให้ตัดแนวไหน จะมาลิงก์ Google Doc
อธิบาย กติกา Requirements แบบละเอียด เช่น 1.25 ดอลลาร์ ต่อ 1,000 วิว
.
ฝั่ง Clipper ทำยังไง
ก็อ่าน Requirements ให้ครบ ดาวน์โหลดไฟล์ เข้าไปดูคอนเทนต์ต้นฉบับ
ตัดคลิปสั้นในสไตล์ตัวเอง และโพสต์ลง Social ของตัวเอง
เช่น TikTok IG Reels YouTube Shorts
.
เอาลิงก์โพสต์ไปส่งในระบบ ทีมม็อดของ Evan จะเข้ามารีวิวทีละคลิป
ถ้าตรงตามกติกา ก็จะมีการกด Approve ถ้าไม่ตรงหรือต้องแก้
ก็ Reject
.
เค้าบอกตรง ๆ ว่า
ถ้าวิวไม่ถึง 1,000 วิว ก็แทบไม่ค่อยได้ดู เพราะไม่คุ้มเวลา
ส่วนระบบหลังบ้านจะดึงยอดวิวแบบอัตโนมัติ
พอถึงยอดที่กำหนด ก็คิดเงินให้ Clipper ตาม CPM ที่ตั้งไว้
.
งบของแบรนด์จะค่อย ๆ ถูกใช้ไปเรื่อย ๆ ตามยอดวิวจากคลิปที่ผ่านอนุมัติ
พองบหมด ระบบก็สรุปรายงานให้แบรนด์
ถ้าเขาชอบผลลัพธ์ ก็แค่เติมเงินรอบใหม่ แล้วแคมเปญก็เดินต่อทันที
==========
3. ปิดดีลศิลปินและเกมระดับโลก
ตอนเริ่มต้น Evan ยังไม่มีลูกค้าสักราย ไม่มีเคสสตูดี้
แต่เขาส่ง DM เป็นร้อย ๆ พัน ๆ ข้อความ
ไปหาเป้าหมายบน Instagram
.
เขาเล่าว่า ถ้าส่งออกไป 100 ดีเอ็ม
ดีมาก ๆ คือมีคนตอบกลับสัก 5 คนเท่านั้น
ที่ชอบมากคือ วิธี เพิ่มน้ำหนัก ให้ DM ตอนที่ยังไม่มีชื่อ
ลองเอาไปใช้กันได้นะ
.
แทนที่จะส่งจากแอคเคานต์ตัวเอง เขาไปจ้าง เพจ Meme ใหญ่ ๆ
ให้ช่วย DM หาเป้าหมายให้แทน จ่ายประมาณ 50 ดอลลาร์
แล้วให้เพจนั้นเป็นคนทักศิลปินให้ว่า
มีทีมที่ทำ Clipping แบบนี้ ๆ สนใจลองไหม
.
ผลคือ เขาได้ลูกค้ารายแรก เป็นศิลปินชื่อ Young Martyr
ให้เงินมาทำแคมเปญประมาณ 2,000 ดอลลาร์
จากเด็กที่มีเงิน 80 ดอลลาร์ในบัญชี
เขาเอาแคมเปญนี้ออกไปยิงใน Community ของ Clipper ที่เริ่มรวมตัวกัน
ภายใน 24 ชั่วโมง งบ 2,000 ดอลลาร์ถูกใช้จนหมด
ยอดวิวที่สร้างได้ทะลุประมาณ 20 ล้านวิว
.
Evan เก็บ 30 ของงบเป็นกำไร 600 ดอลลาร์
ซึ่งคือเงินก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตตอนนั้น
.
หลังจากนั้น ทุกอย่างเริ่ม ต่อห่วงโซ่
ทีมของ Young Martyr รู้จักศิลปินคนอื่น
อย่าง Baby No Money และ Young Gravy
ก็เลยดึง Evan ไปทำแคมเปญต่อ
งบเริ่มขยับจาก 2,000 เป็น 10,000 ดอลลาร์ขึ้นไป
.
จากดีลหนึ่ง กลายเป็นอีกดีล
จนถึงวันนี้ แค่ศิลปินอย่าง Baby No Money เจ้าเดียว
ก็อัดงบผ่าน Clipping Culture ไปแล้ว หลายแสนดอลลาร์
ระหว่างทางเขายังใช้วิธี DM ตรงกับ Creator ใหญ่ ๆ ด้วยตัวเอง
อย่างเคส Deestroying ที่มียอดฟอลโลเวอร์หลักล้าน
.
DM ของเขาไม่ได้ขายตัวเอง แต่ขาย ผลลัพธ์ ตรง ๆ ว่า
ถ้าผมช่วยให้คอนเทนต์ของคุณโดนตัดไปโพสต์พันๆ ครั้ง
แล้วสร้าง 10 ล้านวิวใน 40 วันได้ คุณสนใจคุยไหม
.
แม้เคสบางรายจะไม่ได้ปิดดีล แต่ผลข้างเคียงคือ
Creator ใหญ่ ๆ เหล่านั้นเริ่ม ลองทำ Clipping เอง
และตลาดนี้ก็ยิ่งเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อย ๆ
.
ทุกดีลใหญ่หลังจากนั้น มาจากสองอย่างผสมกัน
ผลงานจริงที่ทำไปแล้ว
การบอกต่อ Referral จากลูกค้าเดิม
จนวันนี้ Evan แทบไม่ต้อง ไล่ DM หาลูกค้า แบบวันแรกแล้ว
==========
4. Website เดียวที่เปลี่ยนจากรายได้หลักพันให้ทะลุ 10K ใน 3 เดือน
Evan บอกตรง ๆ ว่า
สิ่งที่ดันรายได้ให้กระโดดขึ้นอย่างชัดเจน คือ
การทำเว็บไซต์ให้เป็นเรื่องเป็นราว
.
โครงเว็บง่ายมาก แต่ชัด
ด้านบนสุดยิงด้วยตัวเลขแรง ๆ
เช่น เราสร้างยอดวิวรวมเกิน 10M วิว
เพื่อให้คนเข้ามาเห็นว่า นี่ไม่ใช่เอเจนซีเล็ก ๆ ที่พูดลอย ๆ
.
ตามด้วยคำอธิบายสั้น ๆ ว่า
เขาคือ Clipping Agency อันดับหนึ่ง
ที่ช่วยสร้าง Viral Campaign ด้วยกองทัพ Clipper
.
ต่อมาคือ Social proof
โลโก้ศิลปิน แบรนด์ เกม หนัง ที่เคยทำให้
พร้อมตัวเลขอย่าง Monthly Listeners หรือผลงานที่จับต้องได้
เพื่อให้คนใหม่ ๆ เห็นว่า ของจริง
.
แล้วค่อยเล่า 3 ขั้นตอนการทำงาน แบบเข้าใจง่าย
- จองคอล
- เราตั้งแคมเปญและให้ Clipper เริ่มโพสต์
- ติดตามผลลัพธ์และสรุปรายงาน
.
ปลายทางของเว็บคือปุ่มให้ จองคอล 30 นาทีฟรี
ลูกค้าใส่ข้อมูลว่าเป็นใคร งบเท่าไหร่ อยากให้ตัดอะไร Podcast เกม เพลง ฯลฯ
.
พอเว็บนี้ขึ้น Evan บอกว่า
ปริมาณคนที่ เข้ามาจองคอลเอง เพิ่มขึ้นแบบชัดเจนมาก
เริ่มจากวันที่ 4 มีนาคมที่ตั้งเอเจนซี
ภายในเดือนพฤษภาคม เขาทำรายได้ทะลุ 10,000 ดอลลาร์ เดือน
ในเวลาแค่ 3 เดือน
จากนั้นรายได้ก็ไต่ขึ้นมาแตะ 35,000 ดอลลาร์ เดือนในเวลาไม่ถึงปี
==========
5. ทำไมแบรนด์ยอมจ่าย และโมเดลนี้สเกลได้โหดขนาดไหน
มุมของแบรนด์
Clipping เป็นเหมือน billboard บนโลก social
ยอมจ่ายเงินก้อนหนึ่ง
ให้คลิปของตัวเองไปโผล่บนหน้าจอของคนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ไม่ได้โฟกัส Conversion ตรง ๆ แต่โฟกัส การมองเห็น และการฝังชื่อแบรนด์ในหัวคน
.
ตัวเลขคร่าว ๆ จากหลายแคมเปญในคลิป
มีเคสที่ใช้เงินประมาณ 7,000 ดอลลาร์
แลกกับยอดวิวราว 30 M วิว
บางแคมเปญใช้เงินราว 2,000 ดอลลาร์
แลกกับราว 2.8 M วิว
.
ถ้าลองเทียบกับการยิงโฆษณาเจ้าใหญ่ ๆ อย่าง Meta Google
ที่ค่าโฆษณาอาจอยู่แถว ๆ 10–20 ดอลลาร์ต่อ 1,000 Impression
การจ่าย 1–2 ดอลลาร์ต่อ 1,000 วิว
เพื่อให้คนจำนวนมากตัดและโพสต์คลิปให้
มันเลยถูกมองว่าเป็นการซื้อ Brand Awareness แบบโหด ๆ แต่คุ้มมาก
.
ฝั่ง Evan เอง โมเดลนี้สเกลได้เพราะ
เขาไม่ต้องลงมือตัดคลิปเอง
แค่จัดระบบ รับงบ ตั้งแคมเปญ
แล้วปล่อยให้ Community ทำงาน
.
ยิ่งมีแคมเปญมาก Clipper ก็ยิ่งอยากอยู่ใน Community นี้
เพราะ เข้าที่เดียว มีงานให้เลือกเยอะ
เขาบอกว่าตั้งแต่เริ่มธุรกิจมา
แทบไม่มีช่วงไหนเลยที่ Community ไม่มีดีลให้ทำ
.
สำหรับ Clipper ที่เก่ง ๆ หน่อย
บางคนทำรายได้จากแคมเปญรวมเดือนละหลักพันถึงหลักหมื่นดอลลาร์ได้เหมือนกัน
==========
6. ถ้าอยากเริ่มแบบเด็กมหาลัย เริ่มจาก เป็น Clipper ก่อน
ช่วงท้ายคลิป Evan ให้คำแนะนำกับเด็กมหาลัยที่อยากลองทำสายนี้
เขาบอกว่า ตัวเองไม่ได้เริ่มจากเป็นเจ้าของเอเจนซี
แต่เริ่มจากการเป็น Clipper ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ก่อน
.
จุดเริ่มมันง่ายมาก
สร้างแอคเคานต์ TikTok IG YouTube ใหม่ขึ้นมา
หาคลิปยาวของ Creator ศิลปิน รายการที่มีคนทำแคมเปญอยู่แล้ว
ตัดคลิปสั้นในแบบที่คิดว่า น่าดู แล้วโพสต์ลงไป
ดูผล ว่าคนดูตอบสนองกับแนวไหน
.
เขาเล่าว่า แค่คลิปที่ลองเล่นครั้งแรกในแคมเปญหนึ่ง
ก็สามารถดันไปได้ถึงราว 800,000 วิว
.
ข้อดีของการเป็น Clipper
- ไม่ต้องใช้เงินเลย
- ไม่ต้องออกหน้ากล้อง
- จะสร้างกี่แอคเคานต์ก็ได้
- โฟกัสแค่การฝึก ศิลปะการตัดคลิปให้คนหยุดเลื่อน
- พอเข้าใจเกมนี้จริง ๆ แล้ว ค่อยยกระดับตัวเองจาก คนตัดคลิป
มาเป็น คนกลางที่เชื่อมแบรนด์กับ Clipper
.
สำหรับ Evan จุดเปลี่ยนไม่ได้มาจาก ไอเดียสุดยอด
แต่มาจากวันหนึ่งที่เขา เห็นภาพทั้งหมดแล้ว
เขาเลือก เริ่มลงมือทันทีในวันถัดมา และทำทุกวันไม่หยุด
==========
#สรุปฉบับสั้น
- Evan เป็นเด็กมหาลัยอายุ 20 ที่เริ่มจากเงินในบัญชีแค่ 88 ดอลลาร์
- ในเวลาไม่ถึงปี เขาสร้าง Clipping Culture ธุรกิจ Clipping Agency ที่ทำกำไรเดือนละ 35,000 ดอลลาร์
- โมเดลคือ รับงบจากแบรนด์ แล้วให้ Community Clipper กว่า 38,000คน
ช่วยกันตัดและโพสต์
- คลิปสั้น แลกกับการจ่ายเงินตามยอดวิว CPM
- เขาเก็บค่าบริการประมาณ 30% ของงบแคมเปญ
ที่เหลือจ่ายให้ Clipper ผ่านระบบอัตโนมัติ
- ลูกค้ารายแรกได้มาจากการจ้างเพจ Meme ส่ง DM แทนตัวเอง ใช้งบแค่ 50 ดอลลาร์
- ทำแคมเปญแรกด้วยงบ 2,000 ดอลลาร์ สร้างวิวประมาณ 20 ล้าน และกำไรแรก 600 ดอลลาร์
- หลังจากนั้นทุกอย่างโตจาก Referral การทำคอนเทนต์โชว์ผลงาน
เว็บไซต์ที่ทำหน้าที่เป็นฟันเนลจองคอล
- คำแนะนำของเขาคือ เริ่มจากเป็น Clipper ก่อน ใช้แพลตฟอร์มฟรี ฝึกตัดคลิปให้คนหยุดเลื่อน แล้วค่อยคิดเรื่องสร้างเอเจนซีทีหลัง
==========
#ความเห็นฉบับแอด
ออกตัวก่อนนะ ส่วนตัวแอด แอดคิดว่ามันใหม่นะ
แต่กับหลายคนอาจจะบอกมันเก่าแล้ว มีคนทำมานานแล้ว
ก็ไม่เป็นไร แอดอาจจะโลกแคบไปเอง ฮ่าา
แต่ที่อยากจะบอกคือ เอ้อ เขาเข้าใจหา business model
มา match กับ niche ที่มีมูลค่าสูงได้ดีมากเลยนะ
.
และที่สำคัญคือเขาเริ่มด้วยตัวคนเอง
ทำเองทั้งหมด เข้าค่าย one-person-business อีกแล้ว ฮ่าา
ที่แอดอยากจะหนุนใจคือ เริ่มเถอะ อย่าไปคิดไกล
เริ่มง่าย ๆ ทำอะไรที่เราถนัด เราแฮปปี้ก่อน
.
ไม่ต้องคิดถึงการ scale-up หรืออะไรที่มันซับซ้อนไป
อย่างที่เห็นว่าอะไรหลาย ๆ อย่างเดียวนี้ แถบไม่มีต้นทุน
แต่สร้างรายได้หลักล้านได้ไม่ยาก
เรามาลุยไปด้วยกันครับ!!
.
และสำหรับ ใครสนใจอยากเปลี่ยนมาทำงานสายเทค
แต่ไม่ชอบเขียนโค้ด หรือใครที่อยากทำ landing-page website ดี ๆ
แบบไม่ต้องเขียนโค้ด ทัก IB มาได้เลยน้าา
ทางเพจเรามีเปืดคอร์สอยู่จ้าา ฝากด้วยเด้ออ
.
ก่อนไปขอฝากหน่อยค้าบ ตอนนี้ TrendTech เรามีกลุ่มแล้วนะครับ เป็นกลุ่มที่เราจะแชร์ความรู้ IT หรือ AI ทุกรูปแบบ รวมไปถึงแชร์วิธีกระโดดมาทำงานสาย IT ด้วย ใครสนใจก็สามารถเข้ากลุ่มได้เลยครับผม
ที่มา
https://www.facebook.com/groups/1429602182250879
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น