วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ความลับอยู่ที่เทคนิคการขายแยบยลที่พวกเขาใช้ จนคุณแทบไม่รู้ตัวว่าถูกขายไปแล้ว วันนี้ผมจะมาเปิดโปงเทคนิคลับ 10 ข้อเหล่านั้นให้คุณฟัง .

 คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนถึงขายของเก่งนัก ? ทั้งที่สินค้าก็ธรรมดาๆ ราคาก็ไม่ได้ถูกกว่าใคร แต่ลูกค้ากลับยอมควักกระเป๋าซื้อซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

.


ความลับอยู่ที่เทคนิคการขายแยบยลที่พวกเขาใช้ จนคุณแทบไม่รู้ตัวว่าถูกขายไปแล้ว วันนี้ผมจะมาเปิดโปงเทคนิคลับ 10 ข้อเหล่านั้นให้คุณฟัง

.

[1/10] จิตวิทยาที่ 1 เรียกว่า "การควบคุมการรับรู้" 

.   

คือการทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนควบคุมสถานการณ์ ทั้งที่จริงๆ แล้วคนขายต่างหากที่กุมบังเหียนอยู่

.

แทนที่จะพูดว่า "ผมจะเริ่มนำเสนอสินค้านะครับ" ลองเปลี่ยนเป็น "คุณรังเกียจไหมถ้าผมจะเริ่มนำเสนอสินค้า?" 

.

แค่นี้ลูกค้าก็จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนตัดสินใจแล้ว

.

[2/10] จิตวิทยาที่ 2 เรียกว่า "การสะท้อน" 

.  

คือการเลียนแบบภาษากาย น้ำเสียง คำพูด แม้กระทั่งการแต่งตัวของลูกค้า

.

ทำไมต้องทำแบบนั้น? ก็เพราะคนเรามักจะไว้ใจคนที่เหมือนตัวเองไงล่ะ 

.

ลองคิดดู ถ้าคุณเจอคนแปลกหน้าที่พูดจา ท่าทาง การแต่งตัวคล้ายๆ คุณ คุณจะรู้สึกสนิทใจกับเขามากกว่าคนที่ดูแตกต่างจากคุณโดยสิ้นเชิงใช่ไหม?

.

แต่ระวังอย่าเลียนแบบจนเยอะเกินไปล่ะ ไม่งั้นคุณจะกลายเป็นตัวตลก

.

[3/10] จิตวิทยาที่ 3 เรียกว่า “ใช้เรื่องเล่า”

.

คือ แทนที่จะบอกว่า สินค้าของคุณดียังไง ให้เปลี่ยนมันเป็นรูปแบบของเรื่องเล่า (ที่อาจจะแต่งขึ้นมาเอง)

.

ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า ธุรกิจสายมู จะใช้จิตวิทยาข้อนี้เก่งมาก

.

เขาจะไม่บอกคุณหรอกว่า สินค้าตัวนี้ดียังไง 

.

แต่เขาจะบอกว่า ลูกค้าของเขาก่อนหน้านี้ ซื้อไปใช้แล้วเป็นยังไง 

.

เช่น ใช้แล้วปิดดีลใหญ่ได้ภายใน 3 วัน ซื้อสิ่งนี้ไปบูชาแค่ 5 วัน ก็ได้นักธุรกิจฝรั่งที่รวยมากเป็นแฟนทันที


[4/10] จิตวิทยาที่ 4 เรียกว่า "การใช้ความเจ็บปวด" 

.  

ฟังดูโหดร้าย แต่เชื่อเถอะ มันได้ผลมาก

.

เทคนิคนี้ คือ การค้นหาความเจ็บปวดของลูกค้า แล้วขยายมันให้ใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน !!

.

เพราะถ้าไม่มีความเจ็บปวด ก็ไม่มีแรงกระตุ้นให้ซื้อ

.

ลองนึกภาพว่าคุณกำลังขายเครื่องกรองน้ำ แทนที่จะพูดว่า "เครื่องกรองน้ำของเรามีระบบกรอง 5 ขั้นตอน" 

.

ลองเปลี่ยนเป็น: "คุณเคยสังเกตไหมครับว่าน้ำประปาบ้านเรามีกลิ่นคลอรีน ? คุณกังวลบ้างไหมว่าการดื่มน้ำที่มีสารเจือปนเป็นประจำ อาจส่งผลต่อสุขภาพของคนในครอบครัวในระยะยาว?"

.

เห็นไหมล่ะ แค่นี้ลูกค้าก็เริ่มคิดถึงปัญหาที่เขาเผชิญอยู่แล้ว

.

[5/10] จิตวิทยาที่ 5 เรียกว่า "การทอดสมอ" 

.  

คือการตั้งราคาสูงๆ ไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ลดลงมา

.

ยกตัวอย่าง ถ้าคุณอยากขายบริการในราคา 7,000 บาท ลองบอกลูกค้าว่า "ปกติเราคิด 12,000 บาท แต่ถ้าตัดสินใจวันนี้ ลดเหลือ 10,000 บาท"

.

พอลูกค้าขอต่อราคา คุณก็ค่อยๆ ลดลงมาเป็น 8,000 บาท แล้วสุดท้ายก็จบที่ 7,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่คุณตั้งใจไว้แต่แรก

.

เทคนิคนี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้ราคาพิเศษ ทั้งที่จริงๆ แล้วคุณก็ได้ราคาที่คุณต้องการนั่นเอง

.

[6/10] จิตวิทยาที่ 6 เรียกว่า "การสร้างความขาดแคลน" 

.  

คือทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้ามีจำกัด หรือมีเวลาจำกัดในการตัดสินใจ

.

เช่น บอกว่า "มีสินค้าเหลือแค่ 5 ชิ้นสุดท้าย" หรือ "โปรโมชั่นนี้หมดเขตวันนี้เท่านั้น" 

.

ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าต้องรีบตัดสินใจ ไม่งั้นจะพลาดโอกาส

.

[7/10] จิตวิทยาที่ 7 เรียกว่า "พูดออกมาตรงๆ" 

.  

คือ พูดถึงความรู้สึกหรือข้อสงสัยที่คุณมีต่อลูกค้าออกมาตรงๆ

.

เช่น ถ้าคุณรู้สึกว่าลูกค้ากำลังลังเล ลองพูดว่า "ผมรู้สึกว่าคุณอาจจะยังไม่แน่ใจ มีอะไรที่คุณกังวลอยู่หรือเปล่าครับ?" 

.

การทำแบบนี้จะช่วยสร้างความไว้วางใจและเปิดโอกาสให้คุณได้แก้ข้อสงสัยของลูกค้า

.

[8/10] จิตวิทยาที่ 8 เรียกว่า "การใช้ความขัดแย้ง" 

.  

คือการทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่ลูกค้าคาดหวัง

.

เช่น ถ้าลูกค้าบอกว่าพร้อมจะซื้อแล้ว แทนที่จะรีบปิดการขาย ลองพูดว่า "ผมอยากให้แน่ใจว่านี่เป็นสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ นะครับ เพราะผมไม่อยากให้คุณต้องเสียใจภายหลัง"

.

วิธีนี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุณจริงใจ และอาจทำให้เขายืนยันการตัดสินใจซื้อด้วยตัวเอง

.

[9/10] จิตวิทยาที่ 9 เรียกว่า "การใช้การคิดลบ" 

.  

คือการคิดในแง่ลบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในแง่บวก

.

เช่น แทนที่จะพยายามขายให้ได้ ลองบอกลูกค้าว่า "ผมว่าสินค้านี้อาจจะไม่เหมาะกับคุณนะครับ" 

.

บางทีลูกค้าอาจจะแย้งกลับมาว่า "ไม่ๆ ผมว่ามันเหมาะกับผมนะ" แล้วตัดสินใจซื้อเอง

.

[10/10] จิตวิทยาที่ 10 เรียกว่า "การทำให้ลูกค้าขายตัวเอง" 

.   

คือ การตั้งคำถามที่ทำให้ลูกค้าต้องพูดเหตุผลที่ควรซื้อออกมาเอง

.

เช่น "ถ้าคุณได้ใช้เครื่องดูดฝุ่นรุ่นนี้ที่บ้าน คุณคิดว่าชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างครับ ?"

.

จากนั้น ให้เวลาลูกค้าคิดและตอบ คุณอาจได้ยินคำตอบแบบนี้:

.

"คือว่า... ผมคิดว่าบ้านผมจะสะอาดขึ้นมากเลยนะ ปกติผมต้องใช้เวลาทำความสะอาดเป็นชั่วโมงทุกสัปดาห์ แต่ถ้ามีเครื่องนี้ ผมคงใช้เวลาแค่ 15-20 นาทีก็พอ"

.

"อืม... ภรรยาผมแพ้ฝุ่นด้วย ถ้าบ้านสะอาดขึ้น เธอคงหายใจได้สะดวกขึ้นเยอะเลย"

.

"แล้วก็... เครื่องนี้ดูใช้ง่ายดีนะ ลูกๆ ผมน่าจะช่วยทำความสะอาดบ้านได้ด้วย"

.

เห็นไหมครับ? ตอนนี้ลูกค้ากำลังขายสินค้าให้ตัวเองแล้ว! พวกเขากำลังเห็นภาพประโยชน์ที่จะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดเวลา สุขภาพที่ดีขึ้นของคนในครอบครัว และการแบ่งเบาภาระงานบ้าน

.

เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้าตอบกลับมา ก็เท่ากับว่าลูกค้าปิดการขายตัวเองเรียบร้อยแล้ว

.

.

ทั้งหมดนี้ คือ 10 จิตวิทยาการขายสุดแยบยล ที่คนขายเก่งๆ เขาใช้กัน 

.

ซึ่งถ้าคุณอยากจะเอา 10 จิตวิทยานี้ ไปใส่ใน Content ให้มันไปขายแทนคุณ

.

ผมแนะนำให้ลงเรียนคอร์ส H.S.O Content Template 

.

เพราะหากคุณขายด้วยตัวเอง ก็เหมือนคุณเป็น Salesman คนเดียว

.

แต่ถ้าคุณเอามันไปทำเป็น 10 Content ก็เหมือนคุณมี Salesman 10 คน 

.

ที่ช่วยขายให้คุณทั้งยามตื่น และ ยามนอนหลับ

.

ที่สำคัญ คือ ผมยังแถม AI Prompt ให้คุณสามารถผลิตโพสต์ขายด้วยจิตวิทยาตามสูตร H.S.O หรือ Hook → Story → Offer แบบอัตโนมัติ ได้อย่างรวดเร็ว และ ผลิตได้จำนวนมากมายมหาศาล

.

ลองจินตนาการดูครับว่า ถ้าคุณมี Salesman 10 คน ไปหาเงินให้คุณทุกวัน เสียงเงินเด้งเข้าบัญชีมันคงไพเราะสุดๆ 

.

ถ้าไม่เชื่อ เดี๋ยวผมเอาหลักฐานคนที่ใช้สูตรนี้ ปักไว้ใต้ Comment 

.

ปกติหลักสูตรนี้ อยู่ที่ 1,990 บาท 

.

สำหรับคนที่เห็นโพสต์นี้ 10 คนแรก

.

ผมให้ราคาพิเศษ เหลือเพียง 990 บาท เท่านั้น

.

✅ แถมฟรี !! AI Prompt Template สำเร็จรูป แค่โยนไฟล์ใส่ AI ก็ผลิตคอนเทนต์ และ โพสต์ขายป้ายยาได้ อัตโนมัติ

.

เรียนออนไลน์ บนแอป Shortcut เรียนซ้ำตลอดชีพ ไม่มีวันหมดอายุ

.

ลงทะเบียนง่ายๆ เพียงกดลิงก์ข้างล่างนี้ 

.

แล้วรับสูตรคอนเทนต์ ผลิตเงิน 24 ชั่วโมง ไปได้เลย !!

.

.

https://m.me/432860907260347?ref=askproduct_16777246

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ถ้าอยากได้สิ่งที่ไม่เคยได้ต้องทำสิ่งที่ไม่เคยทำ​

ถ้าอยากได้สิ่งที่ไม่เคยได้ ต้องทำสิ่งที่ไม่เคยทำ ~~~~~~~~ 1. อยู่ที่เดิม ผลลัพธ์ก็เดิม ไม่ได้ผิดอะไร แค่ไม่ใช่ทางไปที่ใหม่เท่านั...