คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมบางคนถึงขายของเก่งนัก ? ทั้งที่สินค้าก็ธรรมดาๆ ราคาก็ไม่ได้ถูกกว่าใคร แต่ลูกค้ากลับยอมควักกระเป๋าซื้อซ้ำแล้วซ้ำเล่า
.
ความลับอยู่ที่เทคนิคการขายแยบยลที่พวกเขาใช้ จนคุณแทบไม่รู้ตัวว่าถูกขายไปแล้ว วันนี้ผมจะมาเปิดโปงเทคนิคลับ 10 ข้อเหล่านั้นให้คุณฟัง
.
[1/10] จิตวิทยาที่ 1 เรียกว่า "การควบคุมการรับรู้"
.
คือการทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนควบคุมสถานการณ์ ทั้งที่จริงๆ แล้วคนขายต่างหากที่กุมบังเหียนอยู่
.
แทนที่จะพูดว่า "ผมจะเริ่มนำเสนอสินค้านะครับ" ลองเปลี่ยนเป็น "คุณรังเกียจไหมถ้าผมจะเริ่มนำเสนอสินค้า?"
.
แค่นี้ลูกค้าก็จะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนตัดสินใจแล้ว
.
[2/10] จิตวิทยาที่ 2 เรียกว่า "การสะท้อน"
.
คือการเลียนแบบภาษากาย น้ำเสียง คำพูด แม้กระทั่งการแต่งตัวของลูกค้า
.
ทำไมต้องทำแบบนั้น? ก็เพราะคนเรามักจะไว้ใจคนที่เหมือนตัวเองไงล่ะ
.
ลองคิดดู ถ้าคุณเจอคนแปลกหน้าที่พูดจา ท่าทาง การแต่งตัวคล้ายๆ คุณ คุณจะรู้สึกสนิทใจกับเขามากกว่าคนที่ดูแตกต่างจากคุณโดยสิ้นเชิงใช่ไหม?
.
แต่ระวังอย่าเลียนแบบจนเยอะเกินไปล่ะ ไม่งั้นคุณจะกลายเป็นตัวตลก
.
[3/10] จิตวิทยาที่ 3 เรียกว่า “ใช้เรื่องเล่า”
.
คือ แทนที่จะบอกว่า สินค้าของคุณดียังไง ให้เปลี่ยนมันเป็นรูปแบบของเรื่องเล่า (ที่อาจจะแต่งขึ้นมาเอง)
.
ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า ธุรกิจสายมู จะใช้จิตวิทยาข้อนี้เก่งมาก
.
เขาจะไม่บอกคุณหรอกว่า สินค้าตัวนี้ดียังไง
.
แต่เขาจะบอกว่า ลูกค้าของเขาก่อนหน้านี้ ซื้อไปใช้แล้วเป็นยังไง
.
เช่น ใช้แล้วปิดดีลใหญ่ได้ภายใน 3 วัน ซื้อสิ่งนี้ไปบูชาแค่ 5 วัน ก็ได้นักธุรกิจฝรั่งที่รวยมากเป็นแฟนทันที
[4/10] จิตวิทยาที่ 4 เรียกว่า "การใช้ความเจ็บปวด"
.
ฟังดูโหดร้าย แต่เชื่อเถอะ มันได้ผลมาก
.
เทคนิคนี้ คือ การค้นหาความเจ็บปวดของลูกค้า แล้วขยายมันให้ใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน !!
.
เพราะถ้าไม่มีความเจ็บปวด ก็ไม่มีแรงกระตุ้นให้ซื้อ
.
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังขายเครื่องกรองน้ำ แทนที่จะพูดว่า "เครื่องกรองน้ำของเรามีระบบกรอง 5 ขั้นตอน"
.
ลองเปลี่ยนเป็น: "คุณเคยสังเกตไหมครับว่าน้ำประปาบ้านเรามีกลิ่นคลอรีน ? คุณกังวลบ้างไหมว่าการดื่มน้ำที่มีสารเจือปนเป็นประจำ อาจส่งผลต่อสุขภาพของคนในครอบครัวในระยะยาว?"
.
เห็นไหมล่ะ แค่นี้ลูกค้าก็เริ่มคิดถึงปัญหาที่เขาเผชิญอยู่แล้ว
.
[5/10] จิตวิทยาที่ 5 เรียกว่า "การทอดสมอ"
.
คือการตั้งราคาสูงๆ ไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ลดลงมา
.
ยกตัวอย่าง ถ้าคุณอยากขายบริการในราคา 7,000 บาท ลองบอกลูกค้าว่า "ปกติเราคิด 12,000 บาท แต่ถ้าตัดสินใจวันนี้ ลดเหลือ 10,000 บาท"
.
พอลูกค้าขอต่อราคา คุณก็ค่อยๆ ลดลงมาเป็น 8,000 บาท แล้วสุดท้ายก็จบที่ 7,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่คุณตั้งใจไว้แต่แรก
.
เทคนิคนี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้ราคาพิเศษ ทั้งที่จริงๆ แล้วคุณก็ได้ราคาที่คุณต้องการนั่นเอง
.
[6/10] จิตวิทยาที่ 6 เรียกว่า "การสร้างความขาดแคลน"
.
คือทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้ามีจำกัด หรือมีเวลาจำกัดในการตัดสินใจ
.
เช่น บอกว่า "มีสินค้าเหลือแค่ 5 ชิ้นสุดท้าย" หรือ "โปรโมชั่นนี้หมดเขตวันนี้เท่านั้น"
.
ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าต้องรีบตัดสินใจ ไม่งั้นจะพลาดโอกาส
.
[7/10] จิตวิทยาที่ 7 เรียกว่า "พูดออกมาตรงๆ"
.
คือ พูดถึงความรู้สึกหรือข้อสงสัยที่คุณมีต่อลูกค้าออกมาตรงๆ
.
เช่น ถ้าคุณรู้สึกว่าลูกค้ากำลังลังเล ลองพูดว่า "ผมรู้สึกว่าคุณอาจจะยังไม่แน่ใจ มีอะไรที่คุณกังวลอยู่หรือเปล่าครับ?"
.
การทำแบบนี้จะช่วยสร้างความไว้วางใจและเปิดโอกาสให้คุณได้แก้ข้อสงสัยของลูกค้า
.
[8/10] จิตวิทยาที่ 8 เรียกว่า "การใช้ความขัดแย้ง"
.
คือการทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่ลูกค้าคาดหวัง
.
เช่น ถ้าลูกค้าบอกว่าพร้อมจะซื้อแล้ว แทนที่จะรีบปิดการขาย ลองพูดว่า "ผมอยากให้แน่ใจว่านี่เป็นสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ นะครับ เพราะผมไม่อยากให้คุณต้องเสียใจภายหลัง"
.
วิธีนี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุณจริงใจ และอาจทำให้เขายืนยันการตัดสินใจซื้อด้วยตัวเอง
.
[9/10] จิตวิทยาที่ 9 เรียกว่า "การใช้การคิดลบ"
.
คือการคิดในแง่ลบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในแง่บวก
.
เช่น แทนที่จะพยายามขายให้ได้ ลองบอกลูกค้าว่า "ผมว่าสินค้านี้อาจจะไม่เหมาะกับคุณนะครับ"
.
บางทีลูกค้าอาจจะแย้งกลับมาว่า "ไม่ๆ ผมว่ามันเหมาะกับผมนะ" แล้วตัดสินใจซื้อเอง
.
[10/10] จิตวิทยาที่ 10 เรียกว่า "การทำให้ลูกค้าขายตัวเอง"
.
คือ การตั้งคำถามที่ทำให้ลูกค้าต้องพูดเหตุผลที่ควรซื้อออกมาเอง
.
เช่น "ถ้าคุณได้ใช้เครื่องดูดฝุ่นรุ่นนี้ที่บ้าน คุณคิดว่าชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างครับ ?"
.
จากนั้น ให้เวลาลูกค้าคิดและตอบ คุณอาจได้ยินคำตอบแบบนี้:
.
"คือว่า... ผมคิดว่าบ้านผมจะสะอาดขึ้นมากเลยนะ ปกติผมต้องใช้เวลาทำความสะอาดเป็นชั่วโมงทุกสัปดาห์ แต่ถ้ามีเครื่องนี้ ผมคงใช้เวลาแค่ 15-20 นาทีก็พอ"
.
"อืม... ภรรยาผมแพ้ฝุ่นด้วย ถ้าบ้านสะอาดขึ้น เธอคงหายใจได้สะดวกขึ้นเยอะเลย"
.
"แล้วก็... เครื่องนี้ดูใช้ง่ายดีนะ ลูกๆ ผมน่าจะช่วยทำความสะอาดบ้านได้ด้วย"
.
เห็นไหมครับ? ตอนนี้ลูกค้ากำลังขายสินค้าให้ตัวเองแล้ว! พวกเขากำลังเห็นภาพประโยชน์ที่จะได้รับ ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดเวลา สุขภาพที่ดีขึ้นของคนในครอบครัว และการแบ่งเบาภาระงานบ้าน
.
เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกค้าตอบกลับมา ก็เท่ากับว่าลูกค้าปิดการขายตัวเองเรียบร้อยแล้ว
.
.
ทั้งหมดนี้ คือ 10 จิตวิทยาการขายสุดแยบยล ที่คนขายเก่งๆ เขาใช้กัน
.
ซึ่งถ้าคุณอยากจะเอา 10 จิตวิทยานี้ ไปใส่ใน Content ให้มันไปขายแทนคุณ
.
ผมแนะนำให้ลงเรียนคอร์ส H.S.O Content Template
.
เพราะหากคุณขายด้วยตัวเอง ก็เหมือนคุณเป็น Salesman คนเดียว
.
แต่ถ้าคุณเอามันไปทำเป็น 10 Content ก็เหมือนคุณมี Salesman 10 คน
.
ที่ช่วยขายให้คุณทั้งยามตื่น และ ยามนอนหลับ
.
ที่สำคัญ คือ ผมยังแถม AI Prompt ให้คุณสามารถผลิตโพสต์ขายด้วยจิตวิทยาตามสูตร H.S.O หรือ Hook → Story → Offer แบบอัตโนมัติ ได้อย่างรวดเร็ว และ ผลิตได้จำนวนมากมายมหาศาล
.
ลองจินตนาการดูครับว่า ถ้าคุณมี Salesman 10 คน ไปหาเงินให้คุณทุกวัน เสียงเงินเด้งเข้าบัญชีมันคงไพเราะสุดๆ
.
ถ้าไม่เชื่อ เดี๋ยวผมเอาหลักฐานคนที่ใช้สูตรนี้ ปักไว้ใต้ Comment
.
ปกติหลักสูตรนี้ อยู่ที่ 1,990 บาท
.
สำหรับคนที่เห็นโพสต์นี้ 10 คนแรก
.
ผมให้ราคาพิเศษ เหลือเพียง 990 บาท เท่านั้น
.
✅ แถมฟรี !! AI Prompt Template สำเร็จรูป แค่โยนไฟล์ใส่ AI ก็ผลิตคอนเทนต์ และ โพสต์ขายป้ายยาได้ อัตโนมัติ
.
เรียนออนไลน์ บนแอป Shortcut เรียนซ้ำตลอดชีพ ไม่มีวันหมดอายุ
.
ลงทะเบียนง่ายๆ เพียงกดลิงก์ข้างล่างนี้
.
แล้วรับสูตรคอนเทนต์ ผลิตเงิน 24 ชั่วโมง ไปได้เลย !!
.
.
https://m.me/432860907260347?ref=askproduct_16777246

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น